ขยะมูลฝอย

ขยะมูลฝอย ในเมืองใหญ่ เราจะเห็นบางถนนสะอาด มีกระถางดอกไม้ ต้นไม้เรียงรายอยู่ข้างทาง แต่บางถนนสกปรก มีถุงใส่เศษอาหาร เปลือกผลไม้ ตกทิ้งอยู่กลาดเกลื่อน ถ้าเราเดินทางไปทางเรือเราจะเห็นแม่น้ำลำคลองบางตอนใสสะอาด มีปลาว่ายไปมาในน้ำ บางตอนสกปรก มีขยะมูลฝอยลอยอยู่ทั่วไป น้ำมีสีดำ ขยะมูลฝอย ในเมืองใหญ่ เราจะเห็นบางถนนสะอาด มีกระถางดอกไม้ ต้นไม้เรียงรายอยู่ข้างทาง แต่บางถนนสกปรก มีถุงใส่เศษอาหาร เปลือกผลไม้ ตกทิ้งอยู่กลาดเกลื่อน ถ้าเราเดินทางไปทางเรือเราจะเห็นแม่น้ำลำคลองบางตอนใสสะอาด มีปลาว่ายไปมาในน้ำ บางตอนสกปรก มีขยะมูลฝอยลอยอยู่ทั่วไป น้ำมีสีดำ ส่งกลิ่นเน่าเหม็น เป็นที่น่ารังเกียจ เศษอาหาร ถุงพลาสติกที่ใช้แล้วเศษผ้า ใบไม้ร่วง เรียกรวมว่า ขยะมูลฝอย ถ้าไม่ทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง จะสร้างความสกปรกขยะมูลฝอยที่กองอยู่บนดิน เช่น จำพวกเศษอาหาร นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นแล้ว ยังเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงวันและหนู เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา ขยะมูลฝอยที่ทิ้งลงในแม่น้ำลำคลอง จะแพร่เชื้อโรคลงในน้ำ ถ้าผู้ที่อาศัยอยู่ริมน้ำ ใช้น้ำนั้นดื่มหรืออาบ อาจจะเป็นโรคท้องร่วงหรือโรคผิวหนังได้ ดังนั้นเราทุกคนจึงควรช่วยกันรักษาความสะอาด ไม่ทิ้งขยะมูลฝอยเกลื่อนกลาด ถ้าเป็นขยะมูลฝอยในบ้าน ควรรวบรวมใส่ถุง เพื่อ ส่งให้รถเก็บขยะต่อไป เราสามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้โดยการขุดหลุมฝัง เผาไฟ หรือขายต่อ ขยะมูลฝอยจำพวกเศษอาหาร อาจใช้วิธีขุดหลุมฝังใกล้โคนต้นไม้ แล้วกลบด้วยดิน เศษอาหารจะเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยต่อไปขยะมูลฝอยที่ติดไฟได้ เช่น เศษกระดาษ ใบไม้แห้ง อาจใช้วิธีเผาไฟ ขยะมูลฝอยบางจำพวกที่ยังมีประโยชน์ เช่นกระดาษหนังสือพิมพ์ขวดแก้วที่ไม่แตกหรือของใช้พลาสติกต่าง ๆ อาจรวบรวมไว้ขายได้
ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา มีของที่หมดประโยชน์ใช้สอย หมดคุณภาพหรือชำรุดแตกหักมากมาย สิ่งของทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นวัสดุชิ้นเล็ก ๆ เช่น เศษกระดาษ เศษอาหาร เศษผ้าแก้วแตก หลอดไฟที่เสียแล้ว หรือวัสดุชิ้นใหญ่ ๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ที่ชำรุดหักพัง พัดลมหรือตู้เย็นที่เสียใช้การไม่ได้ เรียกว่า ขยะมูลฝอย ทั้งสิ้น เราพบขยะมูลฝอยได้ตามบ้านเรือนที่พักอาศัย ร้านค้า ตลาด โรงเรียน โรงพยาบาล ตามท้องถนน และในแม่น้ำลำคลองทั่วไป ขยะมูลฝอยเหล่านี้ ถ้าทิ้งกระจัดกระจาย ไม่เป็นที่เป็นทาง จะทำให้บ้านเมืองสกปรกไม่เป็นระเบียบ ขยะมูลฝอยที่บูดเน่านอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคต่าง ๆ อีกด้วย

ขยะมูลฝอย แยกออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่
1. เศษอาหารและพืชผัก ที่เหลือจากการรับประทานและการประกอบอาหาร
2. เศษแก้วแตก กระเบื้องแตก เศษวัสดุก่อสร้าง เช่น ไม้ อิฐ หิน และอื่น ๆ
3. วัสดุชิ้นใหญ่ เช่น รถจักรยานพัง หรือเครื่องไฟฟ้าที่ใช้การไม่ได้ ฯลฯ
4. วัสดุที่มีสารพิษ เช่น หลอดไฟ หลอดนีออน แบตเตอรี่ที่ใช้การไม่ได้ วัสดุติดเชื้อ ต่าง ๆ เช่น ขยะมูลฝอยที่เก็บได้จากโรงพยาบาล และวัสดุสารเคมีจากโรงงาน เป็นต้น
5. วัสดุที่ยังมีสภาพดี เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ กล่องกระดาษ ขวดที่ไม่แตก ขยะมูล ฝอยประเภทนี้ อาจนำไปขายต่อได้

การกำจัดขยะมูลฝอย

การเผาขยะ
สามารถทำลายขยะมูลฝอยได้เกือบทุกชนิด เตาเผามีหลายชนิดขึ้นอยู่กับลักษณะของขยะมูลฝอยถ้าเป็นประเภทที่ติดไฟง่ายเราสามารถใช้เตาเผาชนิดที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงช่วยแต่ถ้าขยะมูลฝอยมีความชื้นมากกว่าร้อยละ 50 เตาเผาขยะต้องเป็นชนิดที่ใช้เชื้อเพลิงจำพวกน้ำมันเตาช่วยในการเผาไหม้ การเผาในเตาเผาใช้เนื้อที่น้อย ส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้ เช่น ขี้เถ้า สามารถนำไปใช้ถมที่ดินหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้

การฝังกลบ
ทำได้โดยนำขยะมูลฝอยมาเทลงในพื้นที่ที่เตรียมเอาไว้แล้วกลบด้วยดิน และบดให้แน่นอีกครั้งหนึ่ง การฝังกลบไม่สร้างความรำคาญและเป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม พื้นที่บางแห่งเมื่อถมเสร็จเรียบร้อย อาจนำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ เช่น ทำเป็นสวนหย่อม สนามกีฬา เป็นต้น

การแปรสภาพขยะมูลฝอยเป็นพลังงาน
คือ การนำขยะมูลฝอยที่ติดไฟได้มาทำเป็นเชื้อเพลิงสำหรับต้มน้ำ หรือผลิตไอน้ำเพื่อไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้

การหมักทำปุ๋ย
ใช้วิธีนำขยะมูลฝอยที่ส่วนมากเน่าเปื่อยได้ มาผ่านขบวนการบดหมักทำลายของโรงงานกำจัดขยะมูลฝอย เพื่อให้เกิดการย่อยสลายตัว ขยะมูลฝอยที่ผ่านการหมักแล้ว จะถูกนำไปผึ่งต่อที่ลานผึ่งประมาณ 40-60 วันเพื่อให้การย่อยสลายเป็นไปโดยสมบูรณ์จากนั้นจะถูกนำไปร่อนแยกเอาส่วนที่จะใช้เป็นปุ๋ยต่อไป

ขยะมูลฝอยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวันตามจำนวนประชากร ถ้าเรามักง่าย ไม่ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง จะเป็นปัญหาต่อสภาพแวดล้อมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา กองขยะมูลฝอยเป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรก นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็น ทำให้อากาศเป็นพิษ ยังเป็นที่อาศัยของสัตว์นำโรค เช่น ยุง แมลงวัน และหนู เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคอย่างดี เราทุกคนจึงควรช่วยกันทิ้งขยะมูลฝอยให้เป็นระเบียบ บ้านเมืองของเราจะได้สวยงาม สะอาด ร่มรื่น และไม่มีมลพิษ เศษกระดาษ เศษถุงพลาสติก เศษผัก เศษอาหาร ใบไม้ ซากสัตว์ รวมถึงวัตถุอื่น ๆ ที่มนุษย์ไม่ต้องการ เรียกว่า ขยะมูลฝอย ขยะมูลฝอยเกิดจากกิจกรรมในบ้านเรือน โรงงาน โรงเรียนตลาด ร้านค้า ข้างถนน บริเวณที่มีการก่อสร้าง และทุกแห่งที่มีมนุษย์อยู่ เป็นต้น ในบ้านของเราก็มีขยะมูลฝอยถ้าเราทิ้งขยะเกลื่อนกลาดไม่เป็นที่เป็นทางบ้านก็จะสกปรกขาดความสวยงามและความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็นและยังมีกลิ่นเหม็นที่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ที่อยู่อาศัยและบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย นอกจากนี้ กองขยะมูลฝอยยังเป็นแหล่งอาหาร แหล่งเพาะพันธุ์ และเป็นที่หลบซ่อนของสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์คือ เป็นพาหะนำโรค เช่น หนู แมลงวัน แมลงสาบและยุง ตลอดจนสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็น คือ เชื้อโรคต่าง ๆ อีกด้วย การทิ้งขยะมูลฝอยให้เป็นที่เป็นทาง คือทิ้งขยะมูลฝอยลงในภาชนะเช่น ถังที่มีฝาปิด ถ้าใช้ถุงพลาสติก เมื่อเต็มแล้วต้องผูกปากถุงให้มิดชิดเพื่อป้องกันกลิ่นเหม็นและป้องกันไม่ให้สัตว์คุ้ยเขี่ยทั้งนี้จะช่วยป้องกันความสกปรก และอันตรายที่เกิดจากขยะมูลฝอย เช่น เศษแก้วบาดเท้า การเก็บขยะมูลฝอยให้มิดชิด ทำให้บ้านเมืองของเราสะอาดเป็นระเบียบ สวยงามน่าอยู่อาศัย

แหล่งกำเนิดขยะมูลฝอย

ขยะมูลฝอยมีแหล่งกำเนิดต่าง ๆ กัน ซึ่งจะมีผลต่อชนิดและส่วนประกอบของขยะมูลฝอย ดังได้สรุปรวมไว้ในตารางแสดงแหล่งกำเนิดของขยะมูลฝอย

แหล่งกำเนิดของขยะมูลฝอย

ชนิดของขยะมูลฝอย ส่วนประกอบ แหล่งกำเนิด
ขยะเปียก ขยะที่เกิดจากการเตรียมการประกอบ หรือบริการอาหาร ขยะจากตลาด
ขยะจากการผลิตอาหาร อาคารบ้านเรือน ภัตตาคาร ร้านค้า สถานที่ทำงาน
ตลาดสด
ขยะแห้งที่ติดไฟได้ พวกที่เผาไหม้ได้ เช่น กระดาษหีบหรือกล่อง เศษไม้ กิ่งไม้ใบไม้ หญ้า
เครื่องเรือน เครื่องใช้ ฯลฯ อาคารบ้านเรือน ภัตตาคารร้านค้า สถานที่ทำงาน
ตลาดสด
ขยะแห้งที่ไม่ติดไฟ พวกที่เผาไหม้ไม่ได้ เช่น เหล็กและ
โลหะอื่น ๆ กระป๋องเครื่องเรือน เครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ แก้ว เครื่องปั้นดินเผา อาคารบ้านเรือน ภัตตาคารร้านค้า สถานที่ทำงาน
ตลาดสด
ขี้เถ้า สิ่งที่เหลือจากการเผาไหม้ อาคารบ้านเรือน ภัตตาคารสถานที่ทำงาน ตลาดสด
ขยะที่เก็บกวาดจากถนน ดิน เศษหิน ผง ฝุ่น ใบไม้ ถนน ข้างถนน บริเวณที่ดินรกร้างว่างเปล่า
ซากสัตว์ สุนัข แมว ฯลฯ ถนน ข้างถนน
บริเวณที่ดินรกร้างว่างเปล่า
เศษชิ้นส่วนของยานพาหนะ ซากรถยนต์/ยานพาหนะอื่น ๆ อู่ซ่อมรถยนต์
สถานที่ราชการ
เศษสิ่งก่อสร้าง ไม้ อิฐ หิน เศษคอนกรีต บริเวณที่มีการก่อสร้าง
ขยะจากกิจการอุตสาหกรรม มีลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม
แต่ละประเภท โรงงานอุตสาหกรรม
โรงไฟฟ้า
ขยะพิเศษ ขยะที่เป็นสารพิษ ขยะติดเชื้อวัตถุระเบิด
วัตถุแผ่รังสี ที่พักอาศัย โรงพยาบาลสถาบันต่าง ๆ
ขยะจากการเกษตร มูลสัตว์ เศษหญ้า เศษฟาง เรือกสวน ได้แก่
ฟาร์มเลี้ยงสัตว์
ขยะจากการบำบัดน้ำเสีย พวกของแข็งที่ติดตะแกรง โรงงานบำบัดน้ำเสีย
โรงกรองน้ำ ตะกอนจากกระบวนการ โรงกรองน้ำ
ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาวะแวดล้อม

ขยะมูลฝอยนั้นนับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนของประชากรถ้าหากไม่มีการกำจัดขยะมูลฝอยให้ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ปัญหาความสกปรกต่าง ๆ ที่เกิดจากขยะมูลฝอย จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้ามองกันอย่างผิวเผินแล้ว ขยะมูลฝอยนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อมนุษย์มากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อมนุษย์ ยังอยู่ในขั้นที่ไม่รุนแรงมากนัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ในความเป็นจริงแล้วขยะมูลฝอยจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก และจะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ด้วย ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้เนื่องจาก

1. ขยะมูลฝอยเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงนำโรค เช่น แมลงวันแมลงสาบ ยุง ฯลฯ และเป็นที่ซุกซ่อนของหนูและสัตว์อื่นๆ
2. ขยะมูลฝอย ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและก่อให้เกิดความรำคาญ
3. ขยะมูลฝอยที่ทิ้งเกลื่อนกลาด ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปตกอยู่ตามพื้น ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสกปรกขาดความสวยงามเป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็นและผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงนอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่ตกอยู่หรือถูกทิ้งลงในคูคลอง หรือทางระบายน้ำ จะไปสกัดกั้นการไหลของน้ำ ทำให้แหล่งน้ำสกปรกและเกิดการเน่าเสีย
4. น้ำเสียที่เกิดจากกองขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ เป็นน้ำเสียที่มีความสกปรกสูงมากซึ่งมีทั้งสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ เชื้อโรค และสารพิษต่าง ๆ เจือปนอยู่ เมื่อน้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลไปตามพื้นดินบริเวณใด ก็จะทำให้บริเวณนั้นเกิดความสกปรกและความเสื่อมโทรมของ พื้นดินและอาจเปลี่ยนสภาพทำให้ดินมีคุณสมบัติเป็นดินด่างหรือดินกรดได้ในกรณีที่น้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลลงสู่แหล่งน้ำก็จะทำให้คุณภาพน้ำเสียไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำผิวดินหรือแหล่งน้ำใต้ดินก็ตาม ล้วนเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำและสิ่งที่มีชีวิตที่อาศัยในแหล่งน้ำ น้ำที่สกปรกมากหรือมีสารพิษเจือปนอยู่ ก็อาจทำให้สัตว์น้ำตายในเวลาอันสั้น นอกจากนั้นสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่เจือปนในน้ำ ก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศของน้ำทำให้สัตว์น้ำที่มีค่าบางชนิดสูญพันธุ์ไป นอกจากนี้น้ำที่มีสิ่งสกปรกเจือปนย่อมไม่เหมาะแก่การอุป-โภคบริโภค แม้จะนำไปปรับปรุงคุณภาพแล้วก็ตามเช่นการทำระบบน้ำประปาซึ่งก็ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมากขึ้น
5. ขยะมูลฝอยทำให้เกิดมลพิษแก่อากาศ ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ในเขตชุมชน หรือที่กองทิ้งไว้ในแหล่งกำจัดซึ่งไม่มีการฝังกลบ หรือขณะที่ทำการเก็บขนโดยพาหนะที่ไม่มีการปกปิดอย่างมิดชิด ขยะมูลฝอยเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจออกมา เศษชิ้นส่วนของขยะมูลฝอย จะสามารถปลิวไปในอากาศทำให้เกิดความสกปรกแก่บรรยากาศซึ่งมีผลต่อสุขภาพของ มนุษย์และความสกปรกให้กับบริเวณข้างเคียงได ้นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้นานๆ จะมีก๊าซที่เกิดจากการหมักขึ้น ได้แก่ ก๊าซชีวภาพ ซึ่งติดไฟหรือเกิดระเบิดขึ้นได้ และก๊าซไข่เน่า (ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์) ซึ่งมีกลิ่นเหม็น

การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย

ขยะมูลฝอยมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทำให้เกิดการปนเปื้อนของพื้นดิน แหล่งน้ำและอากาศ ทำให้บ้านเมืองไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เป็นที่เจริญของผู้ที่ได้พบเห็นส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยทั่วไป การแก้ไขปัญหาของขยะมูลฝอย จึงควรปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ไขผลเสียที่จะเกิดขึ้น สำหรับการป้องกัน และแก้ไขที่ดี ควรพิจารณาถึงต้นเหตุที่ก่อให้เกิดขยะมูลฝอยขึ้นมา ซึ่งก็คงจะหมายถึง มนุษย์ หรือผู้สร้างขยะมูลฝอย นั้นเอง การป้องกันและการแก้ไขปัญหาของขยะมูลฝอย เริ่มต้นด้วยการสร้างจิตสำนึกแก่มนุษย์ให้รู้จักรับผิดชอบในการรักษาความสะอาดทั้งในบ้านเรือนของตัวเอง และภายนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สถานที่ทำงาน หรือที่สาธารณะอื่น ๆ ให้รู้จักทิ้งขยะมูลฝอยลงในภาชนะให้เป็นที่เป็นทาง ไม่มักง่ายทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ทั้งนี้เป็นการช่วยให้พนักงานเก็บขยะนำไปยังสถานที่กำจัดได้สะดวกและรวดเร็วขึ้ส่งกลิ่นเน่าเหม็น เป็นที่น่ารังเกียจ เศษอาหาร ถุงพลาสติกที่ใช้แล้วเศษผ้า ใบไม้ร่วง เรียกรวมว่า ขยะมูลฝอย ถ้าไม่ทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง จะสร้างความสกปรกขยะมูลฝอยที่กองอยู่บนดิน เช่น จำพวกเศษอาหาร นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นแล้ว ยังเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงวันและหนู เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา ขยะมูลฝอยที่ทิ้งลงในแม่น้ำลำคลอง จะแพร่เชื้อโรคลงในน้ำ ถ้าผู้ที่อาศัยอยู่ริมน้ำ ใช้น้ำนั้นดื่มหรืออาบ อาจจะเป็นโรคท้องร่วงหรือโรคผิวหนังได้ ดังนั้นเราทุกคนจึงควรช่วยกันรักษาความสะอาด ไม่ทิ้งขยะมูลฝอยเกลื่อนกลาด ถ้าเป็นขยะมูลฝอยในบ้าน ควรรวบรวมใส่ถุง เพื่อ ส่งให้รถเก็บขยะต่อไป เราสามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้โดยการขุดหลุมฝัง เผาไฟ หรือขายต่อ ขยะมูลฝอยจำพวกเศษอาหาร อาจใช้วิธีขุดหลุมฝังใกล้โคนต้นไม้ แล้วกลบด้วยดิน เศษอาหารจะเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยต่อไปขยะมูลฝอยที่ติดไฟได้ เช่น เศษกระดาษ ใบไม้แห้ง อาจใช้วิธีเผาไฟ ขยะมูลฝอยบางจำพวกที่ยังมีประโยชน์ เช่นกระดาษหนังสือพิมพ์ขวดแก้วที่ไม่แตกหรือของใช้พลาสติกต่าง ๆ อาจรวบรวมไว้ขายได้

ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา มีของที่หมดประโยชน์ใช้สอย หมดคุณภาพหรือชำรุดแตกหักมากมาย สิ่งของทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นวัสดุชิ้นเล็ก ๆ เช่น เศษกระดาษ เศษอาหาร เศษผ้าแก้วแตก หลอดไฟที่เสียแล้ว หรือวัสดุชิ้นใหญ่ ๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ที่ชำรุดหักพัง พัดลมหรือตู้เย็นที่เสียใช้การไม่ได้ เรียกว่า ขยะมูลฝอย ทั้งสิ้น เราพบขยะมูลฝอยได้ตามบ้านเรือนที่พักอาศัย ร้านค้า ตลาด โรงเรียน โรงพยาบาล ตามท้องถนน และในแม่น้ำลำคลองทั่วไป ขยะมูลฝอยเหล่านี้ ถ้าทิ้งกระจัดกระจาย ไม่เป็นที่เป็นทาง จะทำให้บ้านเมืองสกปรกไม่เป็นระเบียบ ขยะมูลฝอยที่บูดเน่านอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคต่าง ๆ อีกด้วย

ขยะมูลฝอย แยกออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

1. เศษอาหารและพืชผัก ที่เหลือจากการรับประทานและการประกอบอาหาร

2. เศษแก้วแตก กระเบื้องแตก เศษวัสดุก่อสร้าง เช่น ไม้ อิฐ หิน และอื่น ๆ

3. วัสดุชิ้นใหญ่ เช่น รถจักรยานพัง หรือเครื่องไฟฟ้าที่ใช้การไม่ได้ ฯลฯ

4. วัสดุที่มีสารพิษ เช่น หลอดไฟ หลอดนีออน แบตเตอรี่ที่ใช้การไม่ได้ วัสดุติดเชื้อ ต่าง ๆ เช่น ขยะมูลฝอยที่เก็บได้จากโรงพยาบาล และวัสดุสารเคมีจากโรงงาน เป็นต้น

5. วัสดุที่ยังมีสภาพดี เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ กล่องกระดาษ ขวดที่ไม่แตก ขยะมูล ฝอยประเภทนี้ อาจนำไปขายต่อได้

การกำจัดขยะมูลฝอย

การเผาขยะ

สามารถทำลายขยะมูลฝอยได้เกือบทุกชนิด เตาเผามีหลายชนิดขึ้นอยู่กับลักษณะของขยะมูลฝอยถ้าเป็นประเภทที่ติดไฟง่ายเราสามารถใช้เตาเผาชนิดที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงช่วยแต่ถ้าขยะมูลฝอยมีความชื้นมากกว่าร้อยละ 50 เตาเผาขยะต้องเป็นชนิดที่ใช้เชื้อเพลิงจำพวกน้ำมันเตาช่วยในการเผาไหม้ การเผาในเตาเผาใช้เนื้อที่น้อย ส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้ เช่น ขี้เถ้า สามารถนำไปใช้ถมที่ดินหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้

การฝังกลบ

ทำได้โดยนำขยะมูลฝอยมาเทลงในพื้นที่ที่เตรียมเอาไว้แล้วกลบด้วยดิน และบดให้แน่นอีกครั้งหนึ่ง การฝังกลบไม่สร้างความรำคาญและเป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม พื้นที่บางแห่งเมื่อถมเสร็จเรียบร้อย อาจนำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ เช่น ทำเป็นสวนหย่อม สนามกีฬา เป็นต้น

การแปรสภาพขยะมูลฝอยเป็นพลังงาน

คือ การนำขยะมูลฝอยที่ติดไฟได้มาทำเป็นเชื้อเพลิงสำหรับต้มน้ำ หรือผลิตไอน้ำเพื่อไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้

การหมักทำปุ๋ย

ใช้วิธีนำขยะมูลฝอยที่ส่วนมากเน่าเปื่อยได้ มาผ่านขบวนการบดหมักทำลายของโรงงานกำจัดขยะมูลฝอย เพื่อให้เกิดการย่อยสลายตัว ขยะมูลฝอยที่ผ่านการหมักแล้ว จะถูกนำไปผึ่งต่อที่ลานผึ่งประมาณ 40-60 วันเพื่อให้การย่อยสลายเป็นไปโดยสมบูรณ์จากนั้นจะถูกนำไปร่อนแยกเอาส่วนที่จะใช้เป็นปุ๋ยต่อไป

ขยะมูลฝอยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวันตามจำนวนประชากร ถ้าเรามักง่าย ไม่ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง จะเป็นปัญหาต่อสภาพแวดล้อมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา กองขยะมูลฝอยเป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรก นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็น ทำให้อากาศเป็นพิษ ยังเป็นที่อาศัยของสัตว์นำโรค เช่น ยุง แมลงวัน และหนู เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคอย่างดี เราทุกคนจึงควรช่วยกันทิ้งขยะมูลฝอยให้เป็นระเบียบ บ้านเมืองของเราจะได้สวยงาม สะอาด ร่มรื่น และไม่มีมลพิษ เศษกระดาษ เศษถุงพลาสติก เศษผัก เศษอาหาร ใบไม้ ซากสัตว์ รวมถึงวัตถุอื่น ๆ ที่มนุษย์ไม่ต้องการ เรียกว่า ขยะมูลฝอย ขยะมูลฝอยเกิดจากกิจกรรมในบ้านเรือน โรงงาน โรงเรียนตลาด ร้านค้า ข้างถนน บริเวณที่มีการก่อสร้าง และทุกแห่งที่มีมนุษย์อยู่ เป็นต้น ในบ้านของเราก็มีขยะมูลฝอยถ้าเราทิ้งขยะเกลื่อนกลาดไม่เป็นที่เป็นทางบ้านก็จะสกปรกขาดความสวยงามและความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็นและยังมีกลิ่นเหม็นที่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ที่อยู่อาศัยและบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย นอกจากนี้ กองขยะมูลฝอยยังเป็นแหล่งอาหาร แหล่งเพาะพันธุ์ และเป็นที่หลบซ่อนของสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์คือ เป็นพาหะนำโรค เช่น หนู แมลงวัน แมลงสาบและยุง ตลอดจนสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็น คือ เชื้อโรคต่าง ๆ อีกด้วย การทิ้งขยะมูลฝอยให้เป็นที่เป็นทาง คือทิ้งขยะมูลฝอยลงในภาชนะเช่น ถังที่มีฝาปิด ถ้าใช้ถุงพลาสติก เมื่อเต็มแล้วต้องผูกปากถุงให้มิดชิดเพื่อป้องกันกลิ่นเหม็นและป้องกันไม่ให้สัตว์คุ้ยเขี่ยทั้งนี้จะช่วยป้องกันความสกปรก และอันตรายที่เกิดจากขยะมูลฝอย เช่น เศษแก้วบาดเท้า การเก็บขยะมูลฝอยให้มิดชิด ทำให้บ้านเมืองของเราสะอาดเป็นระเบียบ สวยงามน่าอยู่อาศัย

แหล่งกำเนิดขยะมูลฝอย

ขยะมูลฝอยมีแหล่งกำเนิดต่าง ๆ กัน ซึ่งจะมีผลต่อชนิดและส่วนประกอบของขยะมูลฝอย ดังได้สรุปรวมไว้ในตารางแสดงแหล่งกำเนิดของขยะมูลฝอย

แหล่งกำเนิดของขยะมูลฝอย

ชนิดของขยะมูลฝอย ส่วนประกอบ แหล่งกำเนิด

ขยะเปียก ขยะที่เกิดจากการเตรียมการประกอบ หรือบริการอาหาร ขยะจากตลาด

ขยะจากการผลิตอาหาร อาคารบ้านเรือน ภัตตาคาร ร้านค้า สถานที่ทำงาน

ตลาดสด

ขยะแห้งที่ติดไฟได้ พวกที่เผาไหม้ได้ เช่น กระดาษหีบหรือกล่อง เศษไม้ กิ่งไม้ใบไม้ หญ้า

เครื่องเรือน เครื่องใช้ ฯลฯ อาคารบ้านเรือน ภัตตาคารร้านค้า สถานที่ทำงาน

ตลาดสด

ขยะแห้งที่ไม่ติดไฟ พวกที่เผาไหม้ไม่ได้ เช่น เหล็กและ

โลหะอื่น ๆ กระป๋องเครื่องเรือน เครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ แก้ว เครื่องปั้นดินเผา อาคารบ้านเรือน ภัตตาคารร้านค้า สถานที่ทำงาน

ตลาดสด

ขี้เถ้า สิ่งที่เหลือจากการเผาไหม้ อาคารบ้านเรือน ภัตตาคารสถานที่ทำงาน ตลาดสด

ขยะที่เก็บกวาดจากถนน ดิน เศษหิน ผง ฝุ่น ใบไม้ ถนน ข้างถนน บริเวณที่ดินรกร้างว่างเปล่า

ซากสัตว์ สุนัข แมว ฯลฯ ถนน ข้างถนน

บริเวณที่ดินรกร้างว่างเปล่า

เศษชิ้นส่วนของยานพาหนะ ซากรถยนต์/ยานพาหนะอื่น ๆ อู่ซ่อมรถยนต์

สถานที่ราชการ

เศษสิ่งก่อสร้าง ไม้ อิฐ หิน เศษคอนกรีต บริเวณที่มีการก่อสร้าง

ขยะจากกิจการอุตสาหกรรม มีลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม

แต่ละประเภท โรงงานอุตสาหกรรม

โรงไฟฟ้า

ขยะพิเศษ ขยะที่เป็นสารพิษ ขยะติดเชื้อวัตถุระเบิด

วัตถุแผ่รังสี ที่พักอาศัย โรงพยาบาลสถาบันต่าง ๆ

ขยะจากการเกษตร มูลสัตว์ เศษหญ้า เศษฟาง เรือกสวน ได้แก่

ฟาร์มเลี้ยงสัตว์

ขยะจากการบำบัดน้ำเสีย พวกของแข็งที่ติดตะแกรง โรงงานบำบัดน้ำเสีย

โรงกรองน้ำ ตะกอนจากกระบวนการ โรงกรองน้ำ

ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาวะแวดล้อม

ขยะมูลฝอยนั้นนับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนของประชากรถ้าหากไม่มีการกำจัดขยะมูลฝอยให้ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ปัญหาความสกปรกต่าง ๆ ที่เกิดจากขยะมูลฝอย จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้ามองกันอย่างผิวเผินแล้ว ขยะมูลฝอยนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อมนุษย์มากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อมนุษย์ ยังอยู่ในขั้นที่ไม่รุนแรงมากนัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ในความเป็นจริงแล้วขยะมูลฝอยจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก และจะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ด้วย ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้เนื่องจาก

1. ขยะมูลฝอยเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงนำโรค เช่น แมลงวันแมลงสาบ ยุง ฯลฯ และเป็นที่ซุกซ่อนของหนูและสัตว์อื่นๆ

2. ขยะมูลฝอย ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและก่อให้เกิดความรำคาญ

3. ขยะมูลฝอยที่ทิ้งเกลื่อนกลาด ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปตกอยู่ตามพื้น ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสกปรกขาดความสวยงามเป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็นและผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงนอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่ตกอยู่หรือถูกทิ้งลงในคูคลอง หรือทางระบายน้ำ จะไปสกัดกั้นการไหลของน้ำ ทำให้แหล่งน้ำสกปรกและเกิดการเน่าเสีย

4. น้ำเสียที่เกิดจากกองขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ เป็นน้ำเสียที่มีความสกปรกสูงมากซึ่งมีทั้งสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ เชื้อโรค และสารพิษต่าง ๆ เจือปนอยู่ เมื่อน้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลไปตามพื้นดินบริเวณใด ก็จะทำให้บริเวณนั้นเกิดความสกปรกและความเสื่อมโทรมของ พื้นดินและอาจเปลี่ยนสภาพทำให้ดินมีคุณสมบัติเป็นดินด่างหรือดินกรดได้ในกรณีที่น้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลลงสู่แหล่งน้ำก็จะทำให้คุณภาพน้ำเสียไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำผิวดินหรือแหล่งน้ำใต้ดินก็ตาม ล้วนเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำและสิ่งที่มีชีวิตที่อาศัยในแหล่งน้ำ น้ำที่สกปรกมากหรือมีสารพิษเจือปนอยู่ ก็อาจทำให้สัตว์น้ำตายในเวลาอันสั้น นอกจากนั้นสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่เจือปนในน้ำ ก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศของน้ำทำให้สัตว์น้ำที่มีค่าบางชนิดสูญพันธุ์ไป นอกจากนี้น้ำที่มีสิ่งสกปรกเจือปนย่อมไม่เหมาะแก่การอุป-โภคบริโภค แม้จะนำไปปรับปรุงคุณภาพแล้วก็ตามเช่นการทำระบบน้ำประปาซึ่งก็ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมากขึ้น

5. ขยะมูลฝอยทำให้เกิดมลพิษแก่อากาศ ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ในเขตชุมชน หรือที่กองทิ้งไว้ในแหล่งกำจัดซึ่งไม่มีการฝังกลบ หรือขณะที่ทำการเก็บขนโดยพาหนะที่ไม่มีการปกปิดอย่างมิดชิด ขยะมูลฝอยเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจออกมา เศษชิ้นส่วนของขยะมูลฝอย จะสามารถปลิวไปในอากาศทำให้เกิดความสกปรกแก่บรรยากาศซึ่งมีผลต่อสุขภาพของ มนุษย์และความสกปรกให้กับบริเวณข้างเคียงได ้นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้นานๆ จะมีก๊าซที่เกิดจากการหมักขึ้น ได้แก่ ก๊าซชีวภาพ ซึ่งติดไฟหรือเกิดระเบิดขึ้นได้ และก๊าซไข่เน่า (ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์) ซึ่งมีกลิ่นเหม็น

การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย

ขยะมูลฝอยมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทำให้เกิดการปนเปื้อนของพื้นดิน แหล่งน้ำและอากาศ ทำให้บ้านเมืองไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เป็นที่เจริญของผู้ที่ได้พบเห็นส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยทั่วไป การแก้ไขปัญหาของขยะมูลฝอย จึงควรปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ไขผลเสียที่จะเกิดขึ้น สำหรับการป้องกัน และแก้ไขที่ดี ควรพิจารณาถึงต้นเหตุที่ก่อให้เกิดขยะมูลฝอยขึ้นมา ซึ่งก็คงจะหมายถึง มนุษย์ หรือผู้สร้างขยะมูลฝอย นั้นเอง การป้องกันและการแก้ไขปัญหาของขยะมูลฝอย เริ่มต้นด้วยการสร้างจิตสำนึกแก่มนุษย์ให้รู้จักรับผิดชอบในการรักษาความสะอาดทั้งในบ้านเรือนของตัวเอง และภายนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สถานที่ทำงาน หรือที่สาธารณะอื่น ๆ ให้รู้จักทิ้งขยะมูลฝอยลงในภาชนะให้เป็นที่เป็นทาง ไม่มักง่ายทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ทั้งนี้เป็นการช่วยให้พนักงานเก็บขยะนำไปยังสถานที่กำจัดได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

กระทรวงพลังงาน แนะเทคนิคประหยัดน้ำมัน-ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการ


กระทรวงพลังงาน แนะนำเทคนิคการประหยัดน้ำมันและไฟฟ้าในหน่วยงานราชการ ประหยัดพลังงานให้ได้ 5%

นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้สำนักงบประมาณตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายน้ำมันและไฟฟ้าของหน่วยงานรัฐในปีงบประมาณ 2546 ตั้งแต่เดือนมีนาคม-กันยายน 2546 ลง 5% เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและเป็น ตัวอย่างในการประหยัดพลังงาน

ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงขอแนะนำเทคนิควิธีการประหยัดพลังงานไฟฟ้าและน้ำมันในหน่วยงานราชการ เพื่อลดการใช้พลังงานดังนี้

8 เทคนิคการประหยัดน้ำมันในหน่วยงานราชการ
1.ไม่ติดเครื่องรอนาน โดยการไม่ติดเครื่องยนต์รอนาน และดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อจอดรถเป็นเวลานาน เพราะการติดเครื่องยนต์ 10 นาที จะเสียน้ำมันฟรีๆ 3624-400 ซี.ซี. หรือเสียเงินประมาณ 3-7 บาท หากเปิดเครื่องปรับอากาศด้วยจะสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มอีกร้อยละ 10
2.กำหนดเวลาการส่งเอกสารให้แน่นอน โดยการรอรวบรวมเอกสารไว้จัดส่งทีเดียว เช่น กำหนดการส่งไว้วันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและช่วงบ่าย เมื่อทำเช่นนี้ก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันในการเดินทางลงได้
3.การจัดเส้นทางการเดินรถ เช่น ออกหนังสือเวียนเรื่องการใช้รถไปตามกองต่างๆ ในหน่วยงาน เพื่อจัดเส้นทางการเดินรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Car Pool ทางเดียวกันไปด้วยกัน ด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ที่ต้องไปเส้นทางเดียวกันใช้รถคันเดียวกัน หากใช้รถร่วมกันจาก 5 คันเหลือ 1คัน จะประหยัดน้ำมันได้ร้อยละ 80
4.การใช้อุปกรณ์สื่อสารแทนการเดินทาง เช่นการประชุมด้วยการใช้โทรศัพท์ การส่งหนังสือระหว่างหน่วยงาน หากเร่งด่วนก็ใช้วิธีการส่งทางโทรสาร หากเป็นเอกสารสำคัญก็ใช้วิธีรอรวบรวมเอกสารแล้วส่งพร้อมกัน ส่วนหนังสือเวียนที่ไม่สำคัญก็ใช้วิธีส่งอี-เมล หรือ ส่งทางไปรษณีย์
5.จัดประชุมพนักงานขับรถ จัดให้ความรู้ในการขับรถอย่างถูกวิธีแก่พนักงานขับรถ รวมทั้งการบำรุงรักษารถเพื่อประหยัดน้ำมัน เช่น การขับรถที่ความเร็ว 90 กม./ชม. แทนการขับด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. จะประหยัดน้ำมันร้อยละ 25
6.การตรวจเช็คเครื่องยนต์ โดยให้หน่วยงานซึ่งดูแลการใช้รถ คอยควบคุมและหมั่นตรวจสอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีอย่างสม่ำเสมอ หากพบสิ่งผิดปกติควรส่งตรวจเช็คทันที เพราะการตรวจเช็คสภาพรถเป็นประจำจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันร้อยละ 5-10
7.วางแผนก่อนเดินทาง ด้วยการให้พนักงานขับรถศึกษาเส้นทางก่อนการเดินทางทุกครั้ง เพราะหากขับรถหลงเพียง 10 นาที จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน 500 ซี.ซี.
8.ใช้น้ำมันให้ถูกประเภท หากรถที่ใช้เบนซินออกเทน 91 ได้ ต้องเติมเบนซินออกเทน 91 เท่านั้น

6 เทคนิคการประหยัดไฟฟ้าในหน่วยงานราชการ
1.ลดการใช้ลิฟท์ ด้วยการใช้บันไดกรณีขึ้นลงชั้นเดียว หรือจัดระบบลิฟท์ให้สามารถหยุดได้ชั้นเว้นชั้น และควรหาวิธีปรับปรุงลิฟท์ให้สามารถตัดไฟได้อัตโนมัติ หากไม่มีการใช้งานเป็นเวลานาน
2.การใช้เครื่องปรับอากาศ ควรปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศา และกำหนดการเปิด-ปิดให้เป็นเวลาซึ่งอาจจะเริ่มเปิดในเวลาเริ่มงานคือ 8.00 น.และปิดในเวลาเลิกงานคือ 16.00 น.
3. การจัดให้ความรู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ ด้วยการอบรมให้ความรู้ด้านการบำรุงรักษาการใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกวิธี เช่น การดูแลคอมพิวเตอร์ด้วยการปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ในเวลาพักเที่ยง จะช่วยประหยัดไฟลงได้ การเลือกซื้อจอภาพที่ขนาดไม่ใหญ่เกินไป อาทิ จอภาพขนาด 14 นิ้ว จะใช้พลังงานน้อยกว่าจอภาพขนาด 17 นิ้ว ถึงร้อยละ 25 เป็นต้น
4.การลดชั่วโมงการทำงาน เช่น ปิดเครื่องทำน้ำเย็นก่อนเวลาเลิกงาน 15-30 นาที การปิดเครื่องส่งท่อลมเย็นหรือเครื่องปรับอากาศแบบชุด ในเวลาพักเที่ยง หรือในบริเวณหลังเลิกใช้งาน การปิดพัดลมระบายอากาศในห้องน้ำหลังเลิกงานและวันหยุด จะช่วยให้ประหยัดพลังงานได้ร้อยละ 5-10
5.ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่แต่ละฝ่าย ช่วยกันปิดไฟในเวลาพักเที่ยง หรือปิดไฟฟ้าดวงที่ไม่จำเป็น เช่น การปิดไฟส่องอาคาร หลัง 21.00 น. ปิดไฟดวงที่ไม่ใช้งานแล้ว หากทำได้ก็จะช่วยให้ประหยัดไฟฟ้า ลงได้ร้อยละ 1-5
6.การปรับปรุงและติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่นการเลือกใช้หลอดไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง จะช่วยให้ประหยัดไฟฟ้าได้ร้อยละ 25-30

ปรากฏการณ์ “El Nino”

ขณะนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนับว่าเป็นปัญหาระดับโลก ที่นานาชาติต้องร่วมมือกันแก้ไข มิฉะนั้นสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งก็รวมทั้งมนุษย์ด้วย คงอยู่กันอย่างยากลำบากยิ่งขึ้น ทุกคน ทุกชาติต้องมีส่วนช่วยกันรับผิดชอบ และในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก นั่นก็คือ ปรากฏการณ์ “El Nino” และแม้ว่าการเกิดของ El Nino จะอยู่ตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก แต่หลายคนก็เชื่อว่า El Nino จะส่งผลกระทบไปทั่วโลก

และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของโลกในทุกวันนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว ภัยธรรมชาติที่ถาโถมเข้าใส่ส่วนต่างๆ ของโลกไม่เว้นแต่ละวัน เป็นปัจจัยบ่งชี้ให้เห็น ได้เป็นอย่างดีถึงมหันตภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ หรือแม้กระทั่งการเกิดทุพภิกขภัยครั้งร้ายแรงในเกาหลีเหนือ และล่าสุดความเลวร้ายของมลพิษทางอากาศที่เกิดจากไฟไหม้ป่า ในเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซีย

El Nino คืออะไร ??.. El Nino เกิดขึ้นได้อย่างไร?.และ El Nino จะส่งผลกระทบ ต่อมวลมนุษยชาติ มากน้อยเพียงใด ??..

หากจะมองสภาพภูมิอากาศอันเป็นที่ตั้งของประเทศเปรู ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกาใต้ หรือทางด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ใกล้เส้นศูนย์สูตรนั้น จะมีกระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรพัดขึ้นมาของผิวน้ำ ซึ่งขบวนการนี้ คือการ พัดขึ้นมาแทนที่ของกระแสน้ำเย็นจากใต้มหาสมุทรขึ้นมาตามบริเวณชายฝั่ง อันเป็นผลมาจากลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรง พัดขนานฝั่ง ประกอบกับการหมุนรอบตัวเองของโลก และในขณะที่ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้และการหมุนของโลก จึงผลักดันให้ผิวน้ำเบื้องบนที่อุ่น พัดห่างจากฝั่งไป ดังนั้นบริเวณชายฝั่งที่มีกระแสน้ำเย็นพัดขึ้นมาแทนที่ จะเป็นบริเวณที่เหมาะที่สุดสำหรับการ เจริญเติบโตของปลานานาชนิด และทั่วโลกจะมีบริเวณเช่นนี้อยู่ 5 บริเวณ ใหญ่ๆ คือ บริเวณชายฝั่งรัฐแคริฟอร์เนีย ชายฝั่งประเทศเปรู ชายฝั่งประเทศนามีเบีย ชายฝั่งประเทศโมริตาเนีย และชายฝั่งประเทศโซมาเลีย

นั่นเป็นปรากฏการณ์ปกติที่ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะพัดอยู่เป็นประจำบริเวณเขตร้อนในซีกโลกใต้ แต่ว่าในบางครั้งลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดอยู่บริเวณตะวันตก และตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ จะอ่อนกำลังลงหรือพัดกลับทิศตรงกันข้าม ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดคลื่นมหาสมุทร พัดพาไปในทิศตะวันออกสวนกับทิศของลมเดิม เมื่อคลื่นนี้พัดพาไปถึงชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ ของทวีปแอฟริกาใต้ บริเวณประเทศเปรู ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร จึงทำให้น้ำทะเลที่อุ่นที่ถูกพัดมาด้วยคลื่น ก็จะแทนที่กระแสน้ำเย็นที่พัด ขึ้นมาจากใต้มหาสมุทรซึ่งมีอยู่เดิมในบริเวณนี้ ขบวนการที่ผิวน้ำทะเลที่อุ่น พัดมาแทนที่กระแสน้ำเย็นในบริเวณนี้ ปรกติ เรียกว่า “El Nino”

El Nino เป็นภาษา สเปน ที่ชาวประมงเปรูเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม หลังเทศกาลคริสต์มาส และคำว่า “El Nino” นั้น แปลว่า “บุตรของพระคริสต์”

แม้ว่า El Nino จะใช้เรียกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้นั้นแต่ต่อมาคำนี้ ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเพื่อหมายถึง การที่ผิวน้ำบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีอุณหภูมิสูงขึ้นผิดปรกติ และในทุก 10 ปี จะเกิดปรากฏการณ์ El Nino เฉลี่ย 2 ครั้งๆ ละประมาณ 8 – 12 เดือน และสถานที่ที่เกิดของ El Nino จะอยู่บริเวณ มหาสมุทรแปซิฟิกทางแถบชายฝั่งทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ โดยนับจากเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป 10 องศาเหนือ และถัดจากเส้นศูนย์สูตรลงมา 10 องศาใต้

โดยสรุปแล้ว “El Nino” คือ การไหลย้อนกลับของผิวน้ำทะเลที่อุ่นในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ จากบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ไปแทนที่กระแสน้ำเย็นที่พัดอยู่เดิม ตามบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก และบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกาใต้ แถบประเทศเอกวาดอร์ เปรู และชิลีตอนเหนือ

ในทางอุตุนิยมวิทยา ก็ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ El Nino ได้ทำให้เกิดความแห้งแล้งในบริเวณที่เคยมีฝนตก และเกิดฝนตกหนักในบริเวณที่เคยแห้งแล้ง ก็เป็นเพราะว่าการหมุนเวียนของอากาศในแนวดิ่งที่หมุนเวียน ไปทางทิศตะวันออก – ตะวันตก บริเวณเขตศูนย์สูตร นั่นเอง และกรณีเกิดไฟไหม้ที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่ก่อให้เกิดหมอกควันไปทั่วภูมิภาคใกล้เคียงนั้น เชื่อว่า El Nino นั้น เป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้เกิดการก่อตัวของพายุซึ่งจะช่วยหอบน้ำมาดับไฟป่าเหล่านั้น

และในปลายปี พ.ศ. 36743 ได้มีการค้นพบว่า ปรากฏการณ์ El Nino มีความเชื่อมโยงกับความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ หมายถึง การที่บริเวณความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ มีความสัมพันธ์เป็นส่วนกลับกับบริเวณความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย ดังนั้นเมื่อความกดอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ มีค่าสูง ความกดอากาศบริเวณมหาสมุทรอินเดีย จากแอฟริกาถึงออสเตรเลียมักจะมี ค่าต่ำ สรุปก็คือ จะเกิดการหมุนเวียนของอากาศจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยัง บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ ระหว่างมหาสมุทรทั้งสอง

ในทางอุตุนิยมวิทยา จึงเรียก ปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนี้ว่า ENSO ซึ่งเป็นคำย่อมาจากคำว่า “El Nino/Southern Oscillation” ดังนั้นนักอุตุนิยมวิทยาจึงมักจะนิยมใช้คำว่า ENSO แทน El Nino เพราะมีความหมายที่ถูกต้องสมบูรณ์มากกว่า แต่อย่างไรก็ตามคำว่า El Nino ก็ยังเป็นคำที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นชื่อที่คุ้นเคยกันมากกว่า

มลพิษทางอากาศ

โลกของเรามีชั้นของบรรยากาศห่อหุ้มอยู่โดยรอบหนาประมาณ 15 กิโลเมตร ชั้นของบรรยากาศดังกล่าวนี้ ประกอบด้วย ก๊าซไนโตรเจน ออกซิเจน ฝุ่นละอองไอน้ำ และเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ ในจำนวนก๊าซเหล่านี้ ก๊าซที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงอยู่ของ สิ่งมีชีวิตในโลก คือ ก๊าซออกซิเจนและชั้นของบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนเพียงพอ ต่อการดำรงชีวิตมีความหนาเพียง 5 – 6 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งปกติ จะมีส่วนประกอบ ของก๊าซต่าง ๆ ค่อนข้างคงที่ คือ ก๊าซไนโตรเจน 78.09% ก๊าซออกซิเจน 20.94% ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเฉื่อย 0.97%ในปริมาณคงที่ของก๊าซดังกล่าวนี้ เราถือว่าเป็นอากาศบริสุทธิ์แต่เมื่อใดก็ตามที่ส่วนประกอบของอากาศเปลี่ยนแปลงไปมีปริมาณ ของฝุ่นละออง ก๊าซ กลิ่น หมอกควัน ไอ ไอน้ำ เขม่าและกัมมันตภาพรังสีอยู่ในบรรยา กาศมากเกินไป เราเรียกสภาวะดังกล่าวว่า ?อากาศเสีย? หรือ ?มลพิษทางอากาศ?

มลพิษทางอากาศ หมายถึง ภาวะอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าระดับปกติเป็นเวลานานพอที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ สัตว์ พืช หรือทรัพย์สินต่าง อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ฝุ่นละอองจากลมพายุ ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า ก๊าซธรรมชาติอากาศเสียที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเป็นอันตรายต่อมนุษย์น้อยมาก เพราะแหล่งกำเนิดอยู่ไกลและปริมาณที่เข้าสู่สภาพแวดล้อมของมนุษย์และสัตว์มีน้อย กรณีที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ มลพิษจากท่อไอเสียของรถยนต์จากโรงงานอุตสาหกรรมจากขบวนการผลิตจากกิจกรรมด้านการเกษตรจากการระเหยของก๊าซบางชนิด ซึ่งเกิดจากขยะมูลฝอยและของเสีย เป็นต้น

แหล่งกำเนิดสารมลพิษทางอากาศ

แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญของประเทศไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

แหล่งกำเนิดจากยานพาหนะ

ในบริเวณที่ใกล้ถนนที่มีการจราจรติดขัด จะมีปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงกว่าในบริเวณที่มีการจราจรคล่องตัว สารมลพิษที่ระบายเข้าสู่บรรยากาศที่เกิดจาก การคมนาคมขนส่ง ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน สารตะกั่วและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

แหล่งกำเนิดจากโรงงานอุตสาหกรรม

มลพิษทางอากาศจากแหล่ง กำเนิดอุตสาหกรรม เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในบรรยากาศและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในชุมชน โดยทั่วไปหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ เชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

  • เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง
  • เชื้อเพลิงที่เป็นของเหลว ได้แก่ น้ำมันเตา และน้ำมันดีเซล และ
  • เชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซ LPGสารมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ซึ่งพบว่ามีปริมาณการระบายออกสู่บรรยากาศเพิ่มมากขึ้นทุกปตามปริมาณการใช้เชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide : CO)

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide : CO) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีรสและกลิ่นเบากว่าอากาศทั่วไปเล็กน้อยเมื่อหายใจเข้าไป ก๊าซนี้จะรวมตัวฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงได้มากกว่าออกซิเจนถึง 3624-3674 เท่า เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (Carboxyhaemoglobin : CoHb) ซึ่งลดความสามารถของเลือดในการเป็นตัวนำออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ โดยทั่วไป องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิด CoHb ในเลือดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศ ที่สูดหายใจเข้าไปและระยะเวลาที่อยู่ในสภาวะนั้นสำหรับอาการตอบสนองของมนุษย์ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์CoHb และความรู้สึกของแต่ละบุคคลที่ไวต่อก๊าซชนิดนี้

ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogendioxide : NO2)

ออกไซด์ของไนโตรเจนประกอบด้วยไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไนตริกออกไซด์ (NO) ไดไนโตรเจนไตรออกไซด์ ( N2O3) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ไดไนโตรเจนเตตราออกไซด์ (N2O4) และไดไนโตรเจนเพนตอกไซด์ไซด์ (N2O5) ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะNO และ NO2เนื่องจากเป็นก๊าซที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ และมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตมากกว่า ออกไซด์ของไนโตรเจนตัวอื่น ๆ ไนตริกออกไซด์ (NO) เป็นก๊าซไม่มีสีและกลิ่น ละลายน้ำได้บ้างเล็กน้อย ส่วนไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) มีสภาพเป็นก๊าซที่อุณหภูมิปกติ ก๊าซทั้งสองเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ได้แก่ ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ ภูเขาไฟระเบิดปฏิกิริยาขิงจุลินทรีย์ในดินหรืออาจเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาผลาญเชื้อเพลิง การอุตสาหกรรม การทำกรดไนตริก กรดกำมะถัน การชุบโลหะและการทำวัตถุระเบิด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก๊าซทั้งสองเกิดจากธรรมชาติมากกว่าการกระทำของมนุษย์ การเกิดก๊าซไนตริกออกไซด์มีอุณหภูมิเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด ดังนั้น รถยนต์และอุตสาหกรรมจึงเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดก๊าซนี้ หากก๊าซไนตริกออกไซด์ทำปฏิกิริยากับโอโซนในบรรยากาศเกิดเป็นไนโตเจนไดออกไซด์และออกซิเจนในทางตรงกันข้าม แสงแดดทำให้ไนโตรเจนออกไซด์แตกตัวทำปฏิกิริยาย้อนกลับ

NO + O3 ===> NO2 + O

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก๊าซไนตริกออกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ ที่มีต่อการทำงานของปอดแล้วปรากฎว่า ก๊าซไนตริกออกไซด์ มีอันตรายน้อยกว่า มนุษย์จะได้กลิ่นก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ระดับ3654 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร หากมีความชื้นเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดกลิ่นเร็วขึ้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดอาจมีอาการเร็วขึ้นหากได้รับก๊าซนี้ที่ระดับ 3614 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรอากาศ ระบบหายใจในคนทั่วไปเริ่มต้นเมื่อได้รับก๊าซนี้1,300-1,800 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfurdioxide : SO2)

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสีไม่ไวไฟที่ระดับความเข้มข้นสูง จะมีกลิ่นฉุนแสบจมูกเมื่อทำปฎิกริยากับก๊าซออกซิเจนในอากาศจะเป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์และจะรวมตัวเป็นกรดกำมะถัน เมื่อมีความชื้นเพียงพอหากอยู่ร่วมกับอนุภาคมวลสารทมีตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น มังกานีส เหล็ก และวานาเดียม จะเกิดมีปฏิกิริยาเติมี่ ออกซิเจนเกิดเป็นซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ และเป็นกรดกำมะถันเช่นกัน

การสันดาปเชื้อเพลิงเพื่อใช้พลังงานในการดำรงชีพของมวลมนุษย์ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมทำใหเกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และอนุภาคมลสาร กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ก็เป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษทั้งสองเช่นกัน ก๊าซซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ และละอองกรด กำมะถัน ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ เช่นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง นอกจากนี้ก๊าซนี้ยังทำให้น้ำฝนที่ตกลงมามีสภาพความเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศน์ ป่าไม้ แหล่งน้ำ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ รวมถึงการกัดกร่อนอาคารและโบราณสถานอีก

ก๊าช CFCs (Chlorofluoro carbons )

CFCs หรือ Chlorofluoro carbons คือก๊าซที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา ก๊าซเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในอากาศตามธรรมชาติ CFCs คือมลพิษในอากาศที่เป็นเคมี เมื่อก๊าซเหล่านี้ขึ้นไปถึงชั้นโอโซนสูงในบรรยากาศของเราจะทำลายโอโซนนั้น เมื่อ CFCs เข้าสู่บรรยากาศ จะทำลายออกซิเจนที่ก่อให้เกิดชั้นโอโซน ทำให้โอโซนถูกทำลาย บรรยากาศชั้นโอโซนก็ลดลง ทำให้รังสีอุตราไวโอเล็ตสามารถส่งมาถึงพื้นโลกได้โดยผ่านช่องต่าง ๆ ในชั้นโอโซน หลายปีที่ผ่านมาเราใช้ CFCs ในกระป๋องสเปรย์เพื่อสูบเอาของเหลวออกมาในรูปของละอองหรือหมอกบางๆก๊าซนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อของเหลวที่อยู่ในกระป๋องแต่อย่างใด มีหลายประเทศรวมทั้งสหรัฐฯ ที่ไม่ใช้ CFCs ในกระป๋องสเปรย์อีกแล้ว และมีหลายประเทศที่กำลังจะเลิกใช้ นอกจากนี้ยังมีแหล่งที่มาอื่น ๆ ของ CFCs อีกซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อชั้นโอโซน

ฝุ่นละออง (Suspended Particulate Matter : SPM)

ฝุ่นละออง เป็นสารที่มีความหลากหลายทางด้านกายภาพ และองค์ประกอบอาจมีสภาพเป็นของแข็งหรือของเหลวก็ได้ ฝุ่นละอองที่มีอยู่ในบรรยากาศรอบ ๆ ตัวเรา มีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน(เป็นกลุ่มของโมเลกุลที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นต้องใช้กล้องจุลทัศน์แบบอิเลกตรอน) ไปจนถึง ฝุ่นที่ ขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน (ฝุ่นที่มองเห็นด้วยตาเปล่ามีขนาดตั้งแต่50ไมครอนขึ้นไป) ฝุ่นละอองที่แขวนลอย อยู่ในอากาศได้นานจะเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่ำกว่า 10 ไมครอน) เนื่องจากมีความเร็วในการตกตัวต่ำ และจะแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นานมากขึ้น หากมีแรงกระทำจากภายนอกเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การไหลเวียน ของอากาศ กระแสลม เป็นต้น ฝุ่นละอองที่มีขนาดใหญ่ (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า 100ไมครอน)อาจแขวนลอยอยู่ในบรรยา กาศได้เพียง 2-3 นาที แต่ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะขนาดเล็กกว่า 0.5 ไมครอน อาจแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นานเป็นปีฝุ่นละอองในบรรยากาศอาจแยกได้เป็นฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นและแพร่กระจายสู่บรรยากาศจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและฝุ่นละอองซึ่งเกิดขึ้น โดยปฎิกริยาต่าง ๆ ในบรรยากาศ เช่นการรวมตัวด้วยปฎิกริยาทางฟิสิกส์ หรือ ปฏิกริยาทางเคมี หรือปฎิกริยาเคมีแสง(Photochemical reaction)ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะมีชื่อเรียกต่างกันไปตามลักษณะการ รวมตัวฝุ่นละออง เช่น ควัน (Smoke) ฟูม (fume)หมอกน้ำ ค้าง (mist) เป็นต้น ฝุ่นละอองอาจเกิดจากธรรมชาติ เช่น ฝุ่นดิน ทราย หรือเกิดจากควันดำจากท่อไอเสียรถยนต์การจราจร และการอุตสาหกรรมฝุ่นที่ถูกสูดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิด อันตรายต่อสุขภาพ รบกวนการมองเห็น และทำให้สิ่งต่าง ๆ สกปรกเสียหายได้ในบริเวณ ที่พักอาศัยปริมาณฝุ่นละออง 30% เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ส่วนบริเวณที่อยู่อาศัยใกล้ถนนฝุ่นละออง 70-90% เกิดจากการกระทำของมนุษย์และ พบว่าฝุ่นละอองมีมีสารตะกั่วและสารประกอบโบไมด์สูงกว่าบริเวณนอกเมือง อันเนื่องมาจากมลพิษที่เกิดจากยานพาหนะ ฝุ่นละอองเมื่อแยกตามขนาด พบว่า 60% โดยประมาณ จะเป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนฝุ่นประเภทนี้เกิดจากรถประจำทางและรถบรรทุกที่ใชเครื่องยนต์ดีเซลบางส่วนมาจากโรง งานอุตสาหกรรมส่วนมากจะพบอยู่ทั่วไปในเขตเมืองเขตอุตสาหกรรม และเขตกึ่งชนบท หากพบในปริมาณที่สูงจะมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน เนื่องจากมีขนาดเล็กพอที่จะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างและถุงลมปอดของมนุษย์ได้เป็นผลให้เกิดโรคทางเดินหายใจโรคปอดต่าง ๆเกิดการระคายเคืองและทำลายเยื่อหุ้มปอด หากได้รับในปริมาณมากและเป็นเวลานานจะเกิดการสะสม ทำให้ เกิดพังผืดและเป็นแผลได้ ทำให้การทำงานของปอดลดลง ความรุนแรงขึ้นอยู่กับ องค์ประ กอบของฝุ่นละอองนั้น ส่วนฝุ่นขนาดใหญ่อีกประมาณ 40%ที่เหลือเกิดจากการก่อสร้างและการฟุ้งกระจายของฝุ่นจากพื้นที่ว่างเปล่าฝุ่นประเภทนี้ไม่มีผลต่อสุขภาพอนามัยมากนักเพียงแต่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินหายใจส่วนต้น และอาจเป็นเพียงการรบกวนและก่อให้เกิด ความรำคาญเท่านั้น

ควันดำและควันขาว

ควันดำ คืออนุภาคของถ่านหรือคาร์บอนเป็นผง เขม่าเล็ก ๆ ที่เหลือจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นส่วนใหญ่ เช่น รถเมล์ รถปิกอัพดีเซล รถขนาดใหญ่โดยทั่วไปและจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันดำนอกจากจะบดบัง การมองเห็นและเกิดความสกปรกแล้ว ยังสามารถเข้าสู่ปอดโดยการหายใจเข้าไป และสะสมในถุงลมปอดเป็นสารทำให้เกิดโรคมะเร็ง หรือเป็นตัวนำสารให้เกิดโรคมะเร็งปอดและทำให้หลอดลมอักเสบได้ ควันขาวเกิดจากเครื่องยนต์ที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดี โดยเฉพาะรถจักยานยนต์เก่า ควันขาวคือสารไฮโดรคาร์บอนหรือน้ำมัน เชื้อเพลิงที่ยังไม่ถูกเผาไหม้ แล้วถูกปล่อยออกมาทางท่อไอเสีย สารไฮโดรคาร์บอน เมื่อโดนแสงอาทิตย์จะเกิดปฏิกิริยา สร้างก๊าซโอโซนอันเป็นพิษภัยแรงขึ้น

ปรากฏการณ์เรือนกระจก

ในขณะที่โลกของสิ่งมีชีวิตกำลังก้าวเข้าสู่ปี ค.ศ. 363664 มลพิษสิ่งแวดล้อมในสังคมโลกยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ก็กำลังก้าวสู่ สภาวะวิกฤตด้วยเช่นกัน สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในประเทศด้อยพัฒนา เลวร้ายลงเรื่อย ๆ สวนทางกับ กระแสความเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจและสังคม โลกอย่างชัดเจน การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแสวงหาปัจจัย 4 แห่งการยังชีพ ทำได้ลำบาก ยากเข็ญขึ้นทุกขณะ ธรรมชาติที่เคย ร่มเย็นและเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของปัจจัย 4 กลับถูกผีมือและการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง ทำลายล้างจนสูญเสียสมดุล อุณหภูมิภายใน โลกร้อนขึ้น (Global warming) จนสิ่งมีชีวิตบางชนิดทนไม่ได้ และตายไปบางชนิด ใกล้สูญพันธุ์ เพราะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันได้

ปัจจุบันสื่อต่าง ๆ ได้รายงานข่าวการล้มตายของมนุษย์ เนื่องจากไม่สามารถทนทานต่อคลื่นความร้อน ปรากฎให้พบเห็น อยู่บ่อยครั้ง ไม่เพียงแต่ประเทศด้อยพัฒนาเท่านั้นที่กำลังเผชิญปัญหานี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ก็กำลังเผชิญภัย พิบัติ จากคลื่นรังสีความ ร้อนนี้เช่นกัน มหันตภัยนี้กำลังขยายผลทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของโลกลดลง พื้นที่ป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ กำลังถูกแทนที่ด้วย ทะเลทราย ความแห้งแล้งจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์ในยุคปัจจุบันจึงต้องเร่งหาแนวทาง และขยายองค์ความรู้ให้กว้างขวางชัดเจนเพื่อ เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ปัญหาและกำจัดมูลเหตุแห่งปัญหา ทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ย ของโลกเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะเช่นในปัจจุบัน

ชั้นบรรยากาศของโลก

บรรยากาศ (atmosphere) คือ มวลอากาศที่หุ้มล้อมโลกประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด บรรยากาศของโลกช่วยสกัดกั้น และดูดซึมรังสี ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตให้เบาบางลงขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ถ่ายเท และควบคุมความร้อนในโลก ให้อยู่ใน สภาวะที่เหมาะสมสำหรับเป็นแหล่ง ที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต สัดส่วนของก๊าซต่าง ๆ ในบรรยากาศค่อนข้าง สม่ำเสมอ แต่ความหนาแน่น ของบรรยากาศจะมีค่าสูงสุดที่ระดับน้ำ ทะเลและค่อย ๆ เบาบางลงตามระดับความสูง ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 99 ของก๊าซที่ห่อหุ้มโลกประกอบด้วยก๊าซ 2 ชนิด คือ ไนโตรเจน 78% ออกซิเจน 21% อีก 1% เป็นอาร์กอนคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่น ๆ นอกจากก๊าซต่าง ๆ แล้วในบรรยากาศยังประกอบด้วยไอน้ำฝุ่น ละอองและจุลินทรีย์ต่าง ๆ ด้วย
นักวิทยาศาสตร์แบ่งชั้นบรรยากาศของโลกออกเป็น 4 ชั้น คือ

1) โทรโปสเฟียร์ (Troposphere)
2) สตราโตสเฟียร์ (Stratosphere)
3) มีโซสเฟียร์ (Mesosphere)
4) เทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere)

โดยชั้นของบรรยากาศที่มีความสำคัญ ต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต สูงสุดคือ โทรโปสเฟียวร์และสตราโตสเฟียร์ เริมจากโทรโปสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศ ที่อยู่ใกล้ผิวโลกมากที่สุดมีความหนาถึง 17 กิโลเมตร เหนือผิวโลก อุณหภูมิ ของบรรยากาศชั้นนี้ลดลงตามระดับความสูงในอัตราการลด 6.4 .C ต่อระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น 1 กิโลเมตร มีปริมาณไอน้ำ และฝุ่นละอองมากกว่าบรรยากาศชั้นอื่น ๆ ปรากฏการณ์ด้านลมฟ้า อากาศ ทั้งหมดที่มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิต บนโลกเป็นผลมาจาก บรรยากาศชั้นนี้ ส่วนบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์นั้นสูงจากพื้นโลกขึ้นไปประมาณ 17-48 กิโลเมตร เป็นชั้นที่มีสภาพค่อนข้าง อยู่ตัวมีความแปรปรวนน้อย] ไอน้ำเมฆหมอกและฝุ่นละอองในบรรยากาศมีน้อยมาก นักบินนิยมใช้เป็นเพดานบิน เพื่อให้พ้นความ ปั่นป่วนของอากาศ ในบรรยากาศชั้นสตรา โตสเฟียร์นี้ เป็นที่อยู่ของก๊าซโอโซนซึ่งมีความหนา 17-26 กิโลเมตร เหนือผิวโลก มีความเจือจางมากแต่สามารถสกัดกั้นรังสีอุลตราไวโอเลต (ultraviolet) ที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์ได้ถึง 99% ทำให้มนุษย์ รอดพ้นจากการเป็นมะเร็งที่ผิวหนังและการเป็นต้อที่ดวงตา

กลไกทางธรรมชาติสำหรับควบคุมภูมิอากาศของโลก

พลังงานแสงที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์นั้นมีบรรยากาศของโลกทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ในการควบคุมโลก จะดูดซับ พลังงาน แสงอาทิตย์ ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยความร้อน ออกไปตลอดเวลา และมีความสมดุลกัน โลกมีกลไกในการถ่ายเทความร้อน ที่เปลี่ยนรูปมากจากพลังงานแสง จากพื้นที่ที่ได้รับพลังงานแสง มากไปสู่พื้นที่ที่ได้รับ พลังงานแสงน้อย การเคลื่อนย้ายมวลอากาศ ในชั้น บรรยากาศและการหมุนเวียนของน้ำใน ทะเลมหาสมุทรเป็นกลไกสำคัญ ในการถ่ายเทความร้อน ทำให้ระดับความร้อน ในโลกอยู่ในสภาวะสมดุลได้

พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์จะแพร่กระจากออกสู่บรรยากาศในรูปของความร้อนหรือรังสีอินฟราเรด (Infrared) อย่างต่อเนื่อง ทั้งใน ช่วงเวลากลางวันและกลางคืน รังสีที่มีความยาวคลื่น (Wavelength) 8-13 ไมครอนจะเป็น รังสีที่แผ่ กลับออกไป นอกโลกมากที่สุดซึ่งเราเรียก ความยาวคลื่นในช่วงนี้ว่า”หน้าต่างของบรรยากาศ(Atmospheric window)” คล้ายกับว่าบรรยากาศเปิดหน้าต่างเพื่อระบาย ความร้อนออก จากโลกเช่นเดียวกับเราเปิดหน้าต่างเพื่อระบายความร้อนออกจากบ้าน ส่วนรังสีคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) นักวิทยาศาสตร์ประมาณการณ์ว่า ความร้อนนอกจากจะสูญเสียโดยการ แผ่รังสีความร้อน (Radiation) ในรูปแบบการแผ่รังสีที่มีความยาวคลื่นยาวประมาณ 14% แล้วยังสูญเสีย ไปในรูปของความร้อนแฝง จากการ ระเหยของน้ำ 23% และ สูญเสียไปโดยการนำความร้อน (Conduction) และการพาความร้อน(Convection) และในรูปของ ความร้อนที่รู้สึกได้ (Sensibleheat) อีก 10% รวมพลังงานความร้อนที่สูญเสียไปจากโลกเท่ากับ 47% ซึ่งจะสมดุลกับพลังงาน ที่โลกได้รับ

ปรากฏการณ์เรือนกระจกคืออะไร?

คำว่า เรือนกระจก (greenhouse)หมายถึง อาณาบริเวณที่ปิดล้อมด้วยกระจก หรือวัสดุอื่นซึ่งมีผลในการเก็บกัก ความร้อน ไว้ภายใน ประเทศเขตหนาวนิยมใช้เรือนกระจกในการเพาะปลูกต้นไม้ เพราะพลังงานแสงอาทิตย์สามารถ ผ่านเข้าไปภายในได้ แต่ความร้อนที่อยู่ภายใน

จะถูกกักเก็บโดยกระจกไม่ให้สะท้อน หรือแผ่ออกสู่ภายนอกได้ ทำให้อุณหภูมิของกากาศภายในอบอุ่น และเหมาสมต่อ การเจริญเติบโตของพืช แตกต่างจากภายนอกที่ยังหนาวเย็น นักวิทยาศาสตร์จึงเปรียบเทียบปรากฏการณ์ที่ ความร้อนภายในโลก ถูกกับดับความร้อนหรือก๊าซเรือนกระจก

(Greenhouse gases) เก็กกักเอาไว้ไม่ให้สะท้อนหรือแผ่ออกสู่ภายนอกโลกว่าเป็นปรากฎการณ์เรือนกระจก
โลกของเราตามปกติมีกลไกควบคุมภูมิอากาศโดยธรรมชาติอยู่แล้ว กระจกตามธรรมชาติของโลกคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำซึ่ง จะคอยควบคุมให้อุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยมีค่าประมาณ 15 .C และถ้าหากในบรรยากาศ ไม่มีกระจกตามธรรมชาติ อุณหภูมิของโลกจะลดลงเหลือ เพียง -20 ‘C มนุษย์และพืชก็จะล้มตายและโลกก็จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่ง

“ลานีนา”ความแปรปรวนที่ย้อนรอย”เอลนีโน”

ยังไม่ทันที่ปรากฏการณ์เอลนีโน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกเกิดความแปรปรวน จนพื้นที่หลายส่วนเกิดสภาพแห้งแล้งไปทั่วรวมทั้งประเทศไทยด้วยนั้น จะอำลาจากไปในราวเดือนพฤษภาคม หรือเดือนมิถุนายนตามที่คาดหมายกันไว้ก็ปรากฏว่า มีข่าวร้ายซ้ำเข้ามาอีกระลอกเมื่อ นายอนันต์ ดาโลดม อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยถึงการปรับแผนการในภาคการเกษตรขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกที่ไทยต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นเพื่อเตรียมรับมือกับ ปรากฏการณ์ ลานีนา ที่ส่งผลเลวร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปรากฏการณ์ เอลนีโน แต่อย่างใด ทั้งนี้ปรากฏการณ์ ลานีนา นี้จะเริ่มส่งผลภายหลังจากที่คลื่นความร้อนเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก ตามทิศทางการไหลของ กระแสน้ำอุ่น ในมหาสมุทรผ่านพ้นไป จึงทำให้อุณหภูมิในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากพิษของเอลนีโน จนอุณหภูมิของโลก ร้อนโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.44 องศาเซลเซียสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 30 ปี และส่งผลทำให้สัตว์น้ำ มีปริมาณลดลง บางชนิดอาจสูญพันธุ์เพราะอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรสูงไปถึง 33 องศาเซลเซียส จากปกติ 28 องศาเซลเซียสได้เริ่มเย็นตัวลงและทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยในชั้นบรรยากาศจะมีปริมาณ ความชี้นสูงและเกิดการเกาะตัวของ ไอน้ำเป็นปริมาณที่มากขึ้นอยู่กับความรุนแรงของ ปรากฏการณ์ เอลนีโน ในพื้นที่นั้น ๆ หากรุนแรงมากก็จะก่อให้เกิดปริมาณของฝนตกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้อุณหภูมิ ลดลงไปด้วยเช่นกัน

อย่างในกรณีของประเทศไทยที่พลอยฟ้าพลอยฝนรับอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโน ทำ ให้ฝนฟ้า มีปริมาณตกน้อยกว่าปกติ นี่ขนาดว่าไทยโดนแค่หางเลขเท่านั้น แต่ก็ทำให้หลาย พื้นที่ของประเทศต้องประสบ กับภาวะขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเพียงแค่เริ่มต้นปี เท่านั้น หากในระยะที่รอฤดูฝนอีก 3 – 4 เดือน ข้างหน้ายังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะรุนแรง ขนาดไหน อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับอินโดนีเซียที่โดน ปรากฏการณ์เอลนีโน เล่นงาน จัง ๆ แล้วนับว่าประเทศไทยยังโชคดีกว่ามาก แต่สิ่งที่ทุกคนไม่ควรประมาท ก็คือต้องร่วมมือ ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดโดยเฉพาะคนในเมือง สำหรับในอนาคตข้างหน้านี้เราอาจได้ อ่านหรือเห็นรายงานจากสื่อว่าเกิดอุทกภัยหรือแผ่นดินถล่มในย่านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็ เป็นได้หลังจากผจญกับภัยแล้งอย่างหนักจากเอลนีโนทั้งนี้จากข้อมูลการบันทึกของสถานีอุตุ นิยมวิทยา 3609 ประเทศทำให้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกแห่งสหประชาชาติ(WMO) ได้ ทำนายไว้ว่า ปรากฏการณ์ลานีนาจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน ที่ บริเวณด้านตะวันออกของมหาสมุทร แปซิฟิกตามแนวเส้นศูนย์สูตร พื้นที่ชายฝั่งของเอก วาดอร์ เปรู ตอนใต้และตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ จะเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น แถมด้วยพายุฝนที่กระหน่ำอย่างหนัก แม้จะเป็นประเทศในแถบศูนย์สูตร ก็ตาม ซึ่งพอจะ สรุปได้ว่าหากปรากฏการณ์ ลานีนา มาเยือนเมื่อใดก็จะเป็นตัวการที่ทำให้สภาพภูมิอากาศ ที่แปรปรวนอยู่แล้วกลับทิศทางไปตรงกันข้ามกับปรากฏการณ์เอลนีโน สำหรับประเทศไทย อาจได้รับผลกระทบ ไม่ถึงกับรุนแรง ซึ่งจากพื้นที่ที่ไม่ค่อยรับน้ำฝนอาจต้องเจอฝนตกมาก ขึ้นโดยที่อุณหภูมิของอากาศลดลง ส่วนพื้นที่ที่เคยมีฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยบ่อยๆ กลับ อาจต้องเผชิญกับความแห้งแล้ง

นอกจากนี้จากการเปิดเผยของนายมนูญ เรืองกฤษ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้กล่าวยืนยันเช่นกันว่า ประเทศไทยนั้นไม่รุนแรงเพราะผลกระทบจากลานีนา นัก แต่ทั้งนี้จากการเผชิญหน้ากับเอลนีโน ทำให้ไทย รอดพ้นจากพายุ 3 – 4 ลูก และในการรับมือปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นนี้ยังต้องรอภายหลังจาก เอลนีโน ผ่านพ้นไปก่อนจึงจะทราบได้ว่าลานีนา จะให้คุณหรือโทษแก่ไทยมากกว่ากัน ส่วนภาครัฐได้เตรียมพร้อมรับมือและปรับแผน การภาคการเกษตรให้เหมาะดังที่ข้างต้นแล้ว โดยจะติดตามรายงานการพยากรณ์อากาศที่เกิดขึ้น อย่างใกล้ชิด สำหรับอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และประเทศใกล้เคียงจะได้รับผลกระทบมากกว่าดังที่กล่าว

เมื่อได้ยินแต่ผลเสียของลานีนา ลองมาฟังผลดีโดยเฉพาะกับประเทศไทยกันบ้าง โดยนายเนวิน ชิดชอบ รมช. เกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งความสนใจในด้านของการปรับปรุงพันธุ์พืชได้ให้ ความสำคัญในเรื่องนี้เช่นกัน โดยกล่าวถึงแนวทางในการปรับปรุงพืชพันธุ์ให้มีความเหมาะ สมกับสภาพภูมิอากาศในกรณีที่อุณหภูมิของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลมาจาก ปรากฏการณ์ลานีนา ที่กำลังจะมาเยือนในเดือนกรกฎาคม – กันยายน ซึ่งจะเป็นผลดีหากว่า พื้นที่การเกษตรที่เคยขาดแคลนน้ำหรือเคยร้อนมีทั้งฝนและสภาพอากาศที่เย็นขึ้นได้รับการ ปรับปรุง ตามแนวทางปฏิบัติที่นายเนวิน ตั้งไว้อาจได้เห็นพืชพันธุ์ไม้เมืองหนาวสามารถปลูก ได้ในประเทศไทยหรือสามารถปลูกข้าวที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ได้เพิ่มขึ้นและปลูกได้ ตลอดทั้งปี ซึ่งจะนำเงินรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยทำให้ระดับน้ำมี ปริมาณที่สูงขึ้นซึ่งช่วยรักษาความชื้นของหน้าดินเอาไว้ไม่กลายเป็นดินที่เสื่อมโทรมไร้คุณค่า ในด้านการเกษตรไป

จากการเผยรายละเอียดของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเผยว่าพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปที่ คาดว่าจะประสบภาวะอากาศที่แห้งแล้งต้องมีการเตรียมสงวนพื้นที่การเกษตรที่กำลังเพาะ ปลูกและใกล้ออกผลผลิตมีความชื้นของดินเพื่อลดปริมาณความเสียหายซึ่งต้องใช้ เทคโนโลยีด้านการเกษตรเข้าเสริม ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่เหนือตั้งแต่จังหวัดพิษณุโลก ขึ้นไป ที่มีความสูง 800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ผลของ ลานีนาจะทำให้สภาพอากาศเย็นลง ประกอบกับมีฝนตกปริมาณมาก ซึ่งเข้ากับแผนของนายเนวิน ชิดชอบ ในการใช้พืชพันธุ์ที่ได้ รับการปรับปรุงเพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพของอากาศที่แปรปรวนอันจะเป็นผลดีมากกว่า ผลเสียเช่นเดียวกับพื้นที่ทางภาคกลางที่มีทั้งสภาพความแห้งแล้งแต่แก้ไขด้วยการเตรียม การกักเก็บน้ำสลับกับบางพื้นที่ที่ประสบสภาพน้ำท่วมขังก็สามารถรับมือกับลานีนา ได้ อีก ทั้งบรรเทาความเดือดร้อนของชาวเกษตรกรอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของดับลิวเอ็มโอที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า อุทกภัยที่ เกิดขึ้นครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปีทั้งบนทวีปยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา และความแห้ง แล้งในจีนและเกาหลีเหนือ รวมทั้งความหนาวเย็นในแถบตะวันออกกลาง พายุหิมะที่ กระหน่ำลงมาหนักในแคว้นควิเบคและตอนเหนือของสหรัฐ แผ่นดินถล่มเพราะพายุฝนหรือ ความแล้งจัดทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือและตอนบนของอเมริกาใต้จะเกี่ยวข้องกับปรากฏ การณ์เอลนีโน หรือไม่นั้นอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ลานีนาก็เป็นได้ซึ่งเรื่องนี้ ทางดับลิวเอ็มโอยังต้องใช้เวลาศึกษาวิจัยกันต่อไป

RAMSAR

RAMSAR

ถึงแม้มันจะเป็นเพียงเรื่องราวเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ รักษาโดยเด็กตัวเล็ก ๆ แต่ในสายตาของคนที่ รักษ์และหวงแหนทรัพยากร บอกว่านี่เป็นสิ่งที่ ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนเพียงคนเดียว กลุ่มเดียว องค์กรเดียว จะช่วยเหลือดูแลไว้ได้

พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยหากิน และแพร่ขยายพันธุ์ของพืชและสัตว์นานาชนิด เป็นแหล่งรวมพันธุกรรมที่สำคัญยิ่ง

ไม่นานปีและไม่น้อยปีที่เราได้ยินคำว่า พื้นที่ชุ่มน้ำแต่ความหมายที่แท้จริงหรือนัยยะ อันซ่อนเร้นเป็นอย่างไรนั้นคงต้องช่วยกันติดตาม ในเรื่องราวข้างหน้าต่อไปนี้ถึงแม้มันจะเป็นเพียง เรื่องราวเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ รักษาโดยเด็ก ตัวเล็ก ๆ แต่ในสายตาของคนที่รักษ์และ หวงแหน ทรัพยากร บอกว่านี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนเพียงคนเดียว กลุ่มเดียว องค์กรเดียวจะช่วยเหลือดูแลไว้ได้แน่นอน

ทุกคนบนผืนแผ่นดินต่างต้องช่วยกันดูแลแม้จะมองไม่เห็นความ เป็นประโยชน์ ทางตรงก็ตาม

ประเทศไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำมาเป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากชาวไทยมีวิถีชีวิต ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชุ่มน้ำมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำถูกทำลายให้เสื่อมโทรมและสูญหายไปมาก การคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อให้คงอยู่และการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่เสื่อโทรม ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ อย่างยั่งยืน จึงเป็นความวิตกกังวลของประเทศไทย และเป็นปัญหาท้าทายอันใหญ่หลวงสำหรับศตวรรษที่ 21

ดังนั้นเพื่อความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในอนาคตเราลอง มาดูคำ จำกัด ความของพื้นที่ชุ่มน้ำกันก่อนดีกว่า “ตามความหมาย ของอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention : มีการประชุมครั้งแรกที่เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน จึงเรียกชื่ออนุสัญญาตามชื่อเมือง) หรืออนุสัญญา ว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีความสำคัญระดับนานาชาติกล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือ wetland หมายถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ลุ่มชื้นแฉะ พรุแหล่งน้ำทั้งที่เกิดขึ้น เอง ตามธรรมชาติและ ที่มนุษย์สร้าง ขึ้นทั้งที่มีน้ำขังหรือท่วม อยู่ถาวรและชั่วครั้ง ชั่วคราวทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมไปถึงชายฝั่งทะเล และที่ในทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุด มีความลึกของระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร”

อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำหรืออนุสัญญาแรมซาร์ เป็นความตกลงที่นานาประเทศได้ร่วมกันจัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันและยับยั้งการสูญหายของพื้นที่ชุ่มน้ำของโลกโดยส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่ประกอบด้วยความหลากหลายของสังคมย่อย มากแบบและดำรงคุณค่านานัปการ

สถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ
เนื้อที่พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่อย่างน้อย 36,3585.16 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศมีทั้งที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำน้ำจืด และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเล พื้นที่ชุ่มน้ำน้ำจืดประกอบด้วยคลอง ห้วย ลำธาร แม่น้ำ น้ำตก หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน ทะเลสาบ พรุหญ้า พรุน้ำจืดที่มีไม้พุ่ม ที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่เกษตรที่มีน้ำท่วมขัง คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ 44.8 ของพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมด ส่วนพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเลประกอบด้วยปากแม่น้ำ ชายหาด หาดเลน ป่าชายเลน แนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเล คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ 55.12 ของพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมด

พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุกและสำคัญที่สุดได้แก่ อ่าวไทย และที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่าง บึงน้ำจืดหรือหนองน้ำที่สำคัญได้แก่ บึงบอระเพ็ด หนองหานกุมภวาปี บึงละหาน ทะเลน้อย และทุ่งสามร้อยยอด สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทแม่น้ำที่สำคัญสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ปลาที่ใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำสงคราม แม่น้ำที่สำคัญในฐานะเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลากชนิด ได้แก่ แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง

ที่ราบน้ำท่วมถึงและหนองน้ำที่สำคัญ เป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์นกที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งและใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ แอ่งเชียงแสน ที่ราบน้ำท่วมถึงบริเวณวัดไผ่ล้อมและวัดอัมพุวราราม อ่างเก็บน้ำที่สำคัญสำหรับนกอพยพ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำสนามบิน อ่างเก็บน้ำบางพระ

พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นได้แก่ พื้นที่ชุ่มน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เนื่องจากมีความหลากหลายใน ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำมากที่สุด และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากด้วย พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะอีกแห่งหนึ่ง ได้แก่ ดอนหอยหลอด เนื่องจากเป็นหาดเลนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหอยหลอดจำนวนมาก หนองน้ำที่มีนกอพยพมากมายในทะเลสาบน้ำกร่อยแห่งเดียวของประเทศไทย ได้แก่ ทะเลสาบสงขลา (คูขุด)

พื้นที่ชุ่มน้ำประเภทป่าชายเลนที่สมบูรณ์ได้แก่ ป่าชายเลนปากแม่น้ำกระบุรี ป่าชายเลนที่ต่อเนื่องเป็นผืนใหญ่ที่สุดใน ประเทศไทย ได้แก่ ป่าชายเลนปะเหลียน-ละงู พื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหาดเลนแหล่งหญ้าทะเล ที่นกทะเลและนกชายเลนชายหาด จำนวนมากอพยพมาหากินและอยู่อาศัย ได้แก่ หาดเจ้าไหม เกาะลิบง ปากแม่น้ำตรัง ป่าพรุที่ยังคงสภาพค่อนข้างดี ได้แก่ พรุโต๊ะแดง

อ่าวที่มีป่าชายเลนล้อมรอบเป็นผืนใหญ่และมีทัศนียภาพงดงามมาก ได้แก่ อ่าวพังงา อ่าวที่อุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพและมีการใช้ประโยชน์มาก ได้แก่ อ่าวบ้านดอน พื้นที่ชุ่มน้ำประเภทเกาะแก่งที่มีสภาพสวยงาม ได้แก่ หมู่เกาะอ่างทอง ประเภทที่มีแนวปะการังชายฝั่งงดงาม ได้แก่ หมู่เกาะตะรุเตา หมู่เกาะช้าง

พื้นที่ชุ่มน้ำกับวิถีชีวิตชุมชน
พื้นที่ชุ่มน้ำมีความสำคัญต่อวิถีชีวติของชุมชนในประเทศไทยอย่างมาก คนไทยเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชุ่มน้ำในชีวิตประจำวัน ทั้งในความเป็นอยู่ สังคม วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และนันทนาการ

พื้นที่ชุ่มน้ำมีขามสัมพันธ์เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสังคมไทย วัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์และศาสนา มีการตั้งถิ่นฐานชุมชนไปตามแนวลำน้ำ มีตลาดน้ำ มีวัดวาอารามสองฟากฝั่งน้ำมีวัฒนธรรมและประเพณีไทยหลากหลายที่ เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น ประเพณีรับขวัญข้าวประเพณีลอยกระทง ประเพณีการชักพระ ประเพณีการโยนบัว-รับบัว ประเพณีการแข่งเรือ การเล่นร้องเพลงเรือ สักวา ดอกสร้อย และเพลงอีแซว

พื้นที่ชุ่มน้ำส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นแหล่งทำมาหากินเลี้ยงชีพของผู้คนในชนบทและนำรายได้สู่ครัวเรือน เป็นแหล่งเกษตรกรรม อาหารหลักและสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศคือ ข้าว อันเป็นผลผลิตจากพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งทำการประมงที่อุดมสมบูรณ์ ปลา เป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญยิ่งที่ประชาชนสามารถหาได้จาก แหล่งน้ำทั่วไป ทั้งแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึงใหญ่น้อย ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นสินค้าส่งออก สำคัญที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละไม่น้อยเช่นกัน

พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัย หากินและแพร่ขยายพันธุ์ของพืช และสัตว์นานาชนิดทั้งที่หาได้ยากและใกล้สูญพันธุ์ ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมพันธุกรรมที่สำคัญยิ่ง นอกจากนั้นพื้นที่ชุ่มน้ำ ยังมีคุณค่าทางนันทนาการและการท่องเที่ยวโดยเฉพาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม

พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งน้ำผิวดินและน้ำท่าเพื่อการอุปโภคบริโภค เป็นแหล่งน้ำดิบใช้ผลิตน้ำประปา เป็นแหล่งอำนวยน้ำให้ เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า และเป็นเส้นทางคมนาคมและขนส่งสินค้าทางน้ำที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ

การคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำ
ในระยะครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา พื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์ จากพื้นที่ชุ่มน้ำอย่าวหนัก อีกทั้งการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ชุ่มน้ำตอนบนยังส่งผลให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน เกิดตะกอนพัดพามาตามลำธาร ลำห้วย ลำคลอง แม่น้ำ สะสมในแหล่งน้ำ อ่างเก็บน้ำ ทำให้ตื้นเขิน การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร และปศุสัตว์ได้ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายสารพิษและสารเคมีในดิน ทำให้น้ำใต้ดินและน้ำผิวดินมีปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำ เพิ่มสูงออกซิจนในน้ำลดลง เกิดน้ำเน่เสีย มีผลต่อการดำรงชีวิตของพืชน้ำ สัตว์น้ำ และสืบเนื่องต่อไปในห่วงโซ่อาหาร

พื้นที่ชุ่มน้ำน้ำจืดหลายแห่งตื้นเขินตามสภาพธรรมชาติ เนื่องจากการสะสมของตะกอนที่ไหลบ่าเข้ามากับมวลน้ำ และการทับถมของซากพืชน้ำ การระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุ่มน้ำ การถมปรับไถเพื่อทำการเกษตร ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำหมดสภาพ ผลผลิตปลาลดน้อยลง สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งอาหารของนกและสัตว์ต่าง ๆ หายไป คุณสมบัติทางเคมีของดินเปลี่ยนแปลง และยังมีผลต่อสมดุลของชั้นน้ำใต้ดิน นอกจากนั้นการแพร่ระบาดของพืชและ สัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เช่น ไมยราบยักษ์ หอยเชอรี่ ปลา ทำให้ชนิดพันธุ์พืชและปลาท้องถิ่นลดจำนวนลง ในพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งยังคงมีการลักลอบล่าสัตว์ ยิงนก เก็บไข่นก มีการใช้วิธีการจับสัตว์น้ำที่รุนแรงไม่เหมาะสม ทำให้จำนวนนกและสัตว์น้ำลดลง หนองบึงบางแห่งมีร้านอาหารอยู่ริมฝั่งมากมาย ก่อให้เกิดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกุล และมีนักท่องเที่ยวมากเกินไปทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำเสื่อมโทรม ในพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งที่อยู่ใกล้ชุมชนมีการเลี้ยงไก่ เป็ด หมู ทำให้มีสิ่งปฏิกูลลงสู่พื้นที่ชุ่มน้ำ ส่งผลให้น้ำสกปรก เน่าเหม็น การเลี้ยงปลาในกระชังทำให้น้ำเน่าและมีกลิ่นค่าว

ในหนองน้ำหลายแห่งมีการเผาพืชพันธุ์ในฤดูแล้ง เป็นการทำลายพืชธรรมชาติ พืชที่เคยเป็นอาหารสำคัญของสัตว์หายไป สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของดินเปลี่ยนแปลง ถิ่นที่อยู่อาศัยและรังของสัตว์ต่างๆ ถูกเผาทำลาย สัตว์บางชนิดตายไป

ส่วนพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง เช่น แนวหญ้าทะเล แนวปะการังถูกทำลาย เนื่องจากการประมงที่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมายในรูปแบบ เรืออวนรุน การระเบิดปลา การวางยาเบื่อ เป็นการทำลายแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ ทำลายพื้นที่อนุบาลวัยอ่อนของสัตว์น้ำ ทำให้ประชากรของสัตว์น้ำลดน้อยลง ป่าชายเลนถูกบุกรุกเพื่อตั้งถิ่นฐานบ้านช่องและเลี้ยงกุ้ง นอกจากนั้นยังมีการชักนำน้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่น้ำจืดเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นเหตุให้เกิดการปนเปื้อนน้ำเค็ม น้ำทิ้ง น้ำเสีย มีผลเสียหายต่อกิจกรรมในพื้นที่ชุ่มน้ำข้างเคียง

นอกจากนั้นการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ได้ลดปริมาณน้ำที่จะไหลบ่าลงมาตามธรรมชาติและ เข้าสู่พื้นที่ชุ่มน้ำการที่มีโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า คลังน้ำมันตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหรือชายฝั่งทะเล มีผลให้เกิดการปนเปื้อน ของน้ำทิ้ง น้ำเสีย สารเคมี สารพิษ ของเสียอันตราย น้ำร้อน น้ำมัน ทำให้ปลาและสัตว์น้ำตาย ระบบนิเวศปากแม่น้ำและ ทะเลเสียหาย

การขุดคูโดยรอบและสร้างถนนหรือคันดินล้อมรอบพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุก มักมีผลกระทบต่อระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยขัดขวางการเชื่อมต่อกับระบบพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรอบ ซึ่งเป็นนา หนองบึง ที่มีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ทำให้สัตว์น้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำไม่สามารถอพยพออกไปแพร่พันธุ์วางไข่เลี้ยงตัวในเขตน้ำท่วมได้ เหมือนเคย ส่งผลให้ผลผลิตสัตว์น้ำในบริเวณนี้ลดลงมาก และทำให้วงจรชีวิตของสัตว์น้ำบางชนิดไม่สมบูรณ์ มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำหลายชนิด

การสร้างอาคารบ้านเรือน โรงแรม สถานที่พักตากอากาศ เรือนแพ ร้านค้า ร้านอาหารประชิดหรือรุกล้ำพื้นที่ชุ่มน้ำทำให้ สูญเสียเนื้อที่พื้นที่ชุ่มน้ำ กีดขวางปิดกั้นเส้นทางน้ำ ขวางเส้นทางสัญจร รบกวนทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยคุกคามสิ่งมีชีวิตใน พื้นที่ชุ่มน้ำ เกิดการปนเปื้อนของน้ำทิ้ง น้ำเสีย ขยะมูลฝอย คราบน้ำมัน คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง

โดยสรุป พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้หนอง บึง พรุ ป่าชายเลน ชายหาด ปากแม่น้ำได้แปรเปลี่ยนสภาพไป พื้นที่ชุ่มน้ำที่เหลืออยู่หลายแห่งกำลังถูกทำลาย เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการขยายตัวของประชากร

ในระยะปี พ.ศ. 2514-2534 ประะเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ (Convention on Wetlands) ต่อมาด้วยแรงกระตุ้นของกระแสการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2536 กรมป่าไม้ได้ริเริ่มจัดให้มีการประชุม หารือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นครั้งแรกที่ประชุมได้ขอให้สำนักงานนโยบาย และแผนสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางระดับชาติ เพื่อดำเนินงานอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย และประสานงานการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ดังนั้นในปีพ.ศ. 2536 สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมได้เสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ขึ้นต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2540 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ประเทศไทยจึงได้มอบสัตยาบันสารเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 นับเป็นลำดับที่ 110 ของภาคีอนุสัญญาฯ โดยเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำควนขี้เสี้ยน เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) แห่งแรกของประเทศไทย พันธกรณีของอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2541

ภูมิหลังอนุสัญญาแรมซาร์
ภูมิหลังอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ
อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำ หรืออนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) ตามชื่อสถานที่ที่จัดให้มีการประชุมเพื่อรับรองอนุสัญญาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 363635) คือเมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน อนุสัญญานี้เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลซึ่งกำหนดกรอบการทำงานสำหรับ ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อการอนุรักษ์แห่งที่อยู่อาศัยที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และยับยั้ง การสูญหายของพื้นที่ชุ่มน้ำในโลก ซึ่งจะต้องมีการจัดการเพื่อใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด

อนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 363639) ตามเงื่อนไขว่า อนุสัญญาฯ จะมีผลบังคับใช้เมื่อประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นภาคี 7 ประเทศ ขณะนี้นับถึง 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 มีประเทศต่าง ๆ จากภูมิภาคทั่วโลกเข้าร่วมเป็นภาคี รวมทั้งสิ้น 130 ประเทศ รวมทั้งประเทศในทวีปเอเชีย ได้แก่ อิหร่าน อิรัก จอร์แดน อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ เนปาล ศรีลังกา ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน มาเลเซียและกัมพูชา

ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาแรมซาร์เป็นลำดับที่ 110 ซึ่งพันธกรณีของอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2541 โดยมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) แห่งแรกของประเทศไทยคือ พรุควนขี้เสี้ยน ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย มีพื้นที่ประมาน 3,085 ไร่ เป็นลำดับที่ 948 ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่าง ประเทศของอนุสัญญาแรมซาร์

และนับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ประเทศไทยมีแรมซาร์ไซต์อีก 5 แห่ง ได้แก่

ลำดับที่ 1,098 พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย มีพื้นที่ประมาณ 13,837 ไร่

ลำดับที่ 1,099 พื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม มีพื้นที่ประมาณ 546,875 ไร่

ลำดับที่ 1,100 พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่ประมาณ 133,120 ไร่

ลำดับที่ 1,101 พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ประมาณ 2,712.5 ไร่

ลำดับที่ 1,102 พื้นที่ชุ่มน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พรุโต๊ะแดง) จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ประมาณ 125,625 ไร่

ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศรวม 6 แห่ง พื้นที่รวมประมาณ 825,255 ไร่ ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ

เกณฑ์สำหรับกำหนดพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ
ที่ประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ (Ramsar Convention) สมัยที่ 7 ซึ่งมีขึ้นในระหว่างวันที่ 10 – 18 พฤษภาคม พ.ศ.2542 ณ ประเทศคอสตาริกา ได้รับรองเกณฑ์สำหรับกำหนดพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบกลยุทธ์สำหรับทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar List) ดังนี้

กลุ่ม A ของเกณฑ์
พื้นที่ที่ประกอบด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทที่เป็นตัวแทนหายาก หรือมีลักษณะพิเศษเฉพาะ
เกณฑ์ 1 พื้นที่ชุ่มน้ำหนึ่งควรได้รับการพิจารณาว่ามีความสำคัญระหว่างประเทศ หากพื้นที่ชุ่มน้ำนั้นประกอบด้วยประเภท ของพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นตัวแทนหายากมีลักษณะพิเศษเฉพาะ ซึ่งพบในเขตชีวภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม

กลุ่ม B ของเกณฑ์
พื้นที่ที่มีความสำคัญระหว่างประเทศสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

เกณฑ์เกี่ยวกับชนิดพันธุ์และชุมนุมประชากรทางนิเวศ
เกณฑ์ 2 เกื้อกูลชนิดพันธุ์ที่อยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ หรือใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง หรือชุมนุมประชากรที่ถูกคุกคาม
เกณฑ์ 3 เกื้อกูลประชากรของชนิดพันธุ์พืชหรือสัตว์ที่สำคัญสำหรับการธำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ของเขตชีวภูมิศาสตร์หนึ่งโดยเฉพาะ
เกณฑ์ 4 เกื้อกูลชนิดพันธุ์พืชหรือสัตว์ที่อยู่ในระยะวิกฤตหนึ่งของวงจรชีวิตของชนิดพันธุ์นั้น หรือเป็นที่อพยพในระหว่าง สภาวะเสื่อมโทรม

เกณฑ์พิเศษเกี่ยวกับนกน้ำ
เกณฑ์ 5 ตามปกติเกื้อกูลนกน้ำ 2 หมื่นตัว หรือมากกว่า
เกณฑ์ 6 ตามปกติเกื้อกูลร้อยละ 1 ของประชากรในชนิดพันธุ์หรือสายพันธุ์หนึ่งของนกน้ำ

เกณฑ์พิเศษเกี่ยวกับปลา
เกณฑ์ 7 เกื้อกูลสัดส่วนที่สำคัญของสายพันธุ์ ชนิดพันธุ์ หรือวงศ์ของปลาพื้นเมือง ระยะหนึ่งของวงจรชีวิตปฏิสัมพันธ์ ของชนิดพันธุ์ และ/หรือประชากรที่เป็นตัวแทนของผลประโยชน์ และ/หรือคุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีคุณูปการต่อความ หลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก
เกณฑ์ 8 เป็นแหล่งสำคัญของอาหารสำหรับปลาวางไข่ฟูมฟักตัวอ่อน และ/หรือเส้นทางอพยพ ซึ่งปริมาณสำรองของปลา ไม่ว่าภายในพื้นที่ชุ่มน้ำหรือที่อื่นที่เป็นที่พึ่งพาอาศัยอยู่

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับน้ำประปา

 

ความแตกต่างของน้ำบริสุทธิ์กับน้ำสะอาด (น้ำประปา)
น้ำบริสุทธิ์ คือ น้ำที่ปราศจากสิ่งเจือปนทุกชนิด โดยทั่วไป ได้จากขั้นตอนการทำน้ำให้ระเหย แล้วกลั่นตัวกลับเป็นหยดน้ำ จึงเรียก กันว่า น้ำกลั่น ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการทำน้ำให้บริสุทธิ์ขึ้น อีกหลายวิธี เพื่อนำน้ำไปใช้ในการอุตสาหกรรม เนื่องจากน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดี น้ำบริสุทธิ์จะยิ่งมีความ สามารถในการทำละลายได้สูงกว่าน้ำทั่วไป น้ำบริสุทธิ์จึงไม่เหมาะ สำหรับการอุปโภคบริโภค เพราะจะเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่ออ่อนใน ร่างกาย และขาดแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย

น้ำสะอาด คือ น้ำที่มีสารละลาย แร่ธาตุต่าง ๆ อยู่ในปริมาณ ที่เหมาะสมต่อการบริโภค ดังนั้น การทำน้ำสะอาดเพื่อการบริโภค หรือ น้ำประปา จึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานน้ำดื่มไว้ โดยกำหนด ปริมาณสารละลายและแร่ธาตุแต่ละรายการที่ให้มีได้ในน้ำประปา หน่วยงานที่รับผิดชอบในการ ผลิตน้ำประปาจึงต้องตรวจสอบควบคุม การผลิตน้ำ ทุกขั้นตอน ให้เป็นไปตามมาตรฐานน้ำดื่มที่กำหนด

การใช้เครื่องทดสอบน้ำ
ได้มีผู้นำเครื่อง TDS Meter มาทดสอบกับน้ำประปา น้ำดื่มบรรจุ ขวด และน้ำบริสุทธิ์ (น้ำกลั่น) เพื่อทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าน้ำประปา ไม่สะอาด ด้วยการนำเครื่องมือดังกล่าวมาจุ่มลงในน้ำประปา น้ำดื่ม บรรจุขวด และน้ำบริสุทธิ์ ผลลัพธ์ปรากฏว่า น้ำบริสุทธิ์หรือน้ำกลั่น ยังคงใสเหมือนเดิม แต่ทั้งน้ำประปา และน้ำดื่มบรรจุขวดมีสีและ ตะกอนเกิดขึ้น แล้วสรุปผลว่าน้ำประปาไม่สะอาด และไม่เหมาะสม นำมาใช้ดื่ม

ข้อเท็จจริง เครื่องทดสอบ TDS Meter ที่บริษัทนำมาแสดงประกอบ ด้วยอิเล็กโทรด ทำด้วยแท่งเหล็กและแท่งอลูมิเนียมจุ่มอยู่ในน้ำที่ จะทดสอบ เมื่อต่อเข้ากับกระแสไฟตรง จะเกิดปฏิกิริยา ทางเคมีที่เรียกว่า Electrolysis ทำให้เกิดการละลายของเหล็กเป็นตะกอนแดงในน้ำที่ ยอมให้กระแสไฟฟ้า ผ่านได้ อย่างเช่น น้ำประปาและน้ำดื่มบรรจุขวด ส่วนน้ำบริสุทธิ์ หรือน้ำกลั่นเป็นน้ำที่เอาเกลือแร่ออกหมดแล้ว กระแสไฟฟ้าผ่านไม่ได้ จึงไม่เกิดปฏิกิริยาทางเคมีในการละลายของ เหล็ก ทำให้ไม่มีตะกอนแดง ปรากฏให้เห็น น้ำจึงใสเป็นปกติ ดังนั้น จึงไม่ควรหลงเชื่อกับการทดลองดังกล่าว เพราะผู้ทดลอง มีความประสงค์ให้เกิด ความเข้าใจผิด ว่าน้ำประปาไม่สะอาด ต้องผ่าน การกรองด้วยเครื่องกรองน้ำบริสุทธิ์ ด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อขายเครื่อง กรองน้ำเท่านั้น

สิ่งแปลกปลอมในน้ำประปา (1) เมื่อพบหนอนแดงในถังน้ำ
หนอนแดงเกิดจากแมลงบางชนิดวางไข่ในน้ำนิ่งเช่นเดียวกับ ยุง เจริญเติบโตโดยอาศัย สิ่งสกปรกที่อยู่ก้นโอ่งหรือถังพักน้ำ ทำการ แพร่พันธุ์เป็นจำนวนมาก เมื่อมีการใช้น้ำก้นถัง หนอนแดงจะไหลมาตาม ท่อส่งน้ำ เข้าสู่ระบบท่อต่าง ๆ ภายในบ้านได้ หรืออาจเข้ามาทางเครื่องสูบ น้ำที่สูบจากท่อโดยตรง ในระบบผลิตน้ำของการประปานครหลวงหนอนแดงไม่สามารถเข้ามาอยู่ได้ เพราะมีระบบการตกตะกอน การกรอง การฆ่า เชื้อโรค และยังไม่สามารถเข้ามาทางท่อที่แตกรั่วได้ เพราะมีแรงดันน้ำ และคลอรีนตลอดเวลา

(2) ตัวร้อยขา (Sand Worm)
ตัวร้อยขาหรือตัวสงกรานต์ (Sand Worm) เป็นสัตว์ประเภท หนอนมีปล้อง กลุ่มเดียวกับใส้เดือนดินและปลิงน้ำจืด มีขนาดเล็ก ลำตัว กว้างประมาณ 0.25-0.5 ซม. ยาวประมาณ 6-10 ซม. มีปล้องตามความ ยาวของลำตัวมากกว่า 100 ปล้อง ลำตัวมักเป็นสีแดงเนื่องจากผิวตัวที่ บอบบางสามารถมองผ่านเข้าไปเห็นเส้นเลือด ตัวร้อยขาไม่สามารถเข้า มาในระบบท่อประปาได้ แต่หากเข้ามาในระบบเส้นท่อจ่ายน้ำจากการ ซ่อมท่อหรือเหตุอื่นใด ตัวร้อยขาจะไม่สามารถดำรง ชีวิตอยู่ได้ เนื่องจาก คลอรีนและแรงดันภายในเส้นท่อประปา จะทำลายโครงสร้างของลำตัว และผิวที่บางใส ตัวร้อยขาที่เคยเป็นข่าวว่าพบในน้ำประปานั้น โดยข้อเท็จจริง เป็นตัวร้อยขาจากภายนอก ที่เข้าไปอยู่ในก๊อกน้ำ สายยาง อ่างน้ำที่อยู่ใน ที่ชื้นแฉะ น้ำท่วมถึง

(3) ตัวอะมีบา (Amoeba)
อะมีบาเป็นสัตว์เซลล์เดียวประเภทโปรโตซัว มีลักษณะเฉพาะ คือ การใช้ส่วนของไซโตพลาสซึม (Cytoplasm) เป็นอวัยวะที่ช่วยในการ เคลื่อนไหว นิยมเรียกว่า ขาเทียม (Pseudopodia) อะมีบาสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศ โดยการแบ่งตัวจากหนึ่งเป็นสอง อะมีบาชนิดทำให้เกิดโรคบิด มีตัว คือ Entamoeba Histolyca ปัจจุบันไม่ใช่โรคที่น่ากลัว เพราะอะมีบา ไม่ทนทานต่อสารคลอรีน และความร้อน หากปรุงอาหาร ให้สุกและดื่มแต่ น้ำประปาที่สะอาดก็จะปลอดภัย สำหรับผู้ที่มีแผล ตามผิวหนังหรือมี ภูมิต้านทานต่ำ เช่น ติดเชื้อเอชไอวี โรคตับ โรคเบาหวาน และผู้ที่ได้รับยา กดภูมิต้านทานโรค ควรเลี่ยงการลงว่ายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดย เฉพาะแหล่งน้ำที่ขังนิ่งไม่ไหลเวียน หรือน้ำขุ่น บุคคลทั่วไป หากว่ายน้ำหรือดำน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควร ระมัดระวังไม่ให้สำลัก น้ำเข้าโพรงจมูก (ถ้าสำลักน้ำให้รีบสั่งออกทาง จมูกแรง ๆ) กรณีของผู้ที่ใส่เลนส์สัมผัสควรถอดออก ก่อนลงน้ำ หากใส่ ลงว่ายน้ำควรล้างด้วยน้ำยาล้างเลนส์ตามวิธีที่จักษุแพทย์แนะนำให้ สะอาดหลังเล่นน้ำ ทุกครั้ง ผู้ที่มีอาการป่วยน่าสงสัยหลังจากลงเล่นน้ำ ทุกแหล่ง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

มารู้จักน้ำสูญเสียกันดีกว่า

(1) น้ำสูญเสีย หมายถึง น้ำสะอาดที่สูญเสียไปโดย เปล่าประโยชน์ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก การชำรุดของอุปกรณ์ประปา เช่น ก๊อกน้ำ การผุกร่อนของท่อจ่ายน้ำที่ใช้งานมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการรั่วซึม และการแตกร้าวของท่อจ่ายน้ำที่เกิดจาก การทรุดตัวของพื้นดิน อันเนื่องมาจาก สิ่งก่อสร้างใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นการสิ้นเปลืองค่าน้ำประปาโดยใช่เหตุทั้งสิ้น

(2) ทำไมต้องลดน้ำสูญเสีย เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัด อีกทั้ง จำนวน ประชากรตามเมืองใหญ่ ๆ และอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน ที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการ ใช้น้ำสูงขึ้น นอกจากนี้ น้ำยังจำเป็นต้องใช้เป็นจำนวนมากในภาคอุตสาหกรรม และการเกษตร ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันใช้น้ำอย่างมีคุณค่า ลดการสูญเสียของน้ำที่มิได้ใช้ประโยชน์ เพื่อรักษาทรัพยากร ธรรมชาติที่มีคุณค่าไว้ให้ลูกหลานของเราได้ใช้สืบต่อไปใน อนาคต

ทำไมต้องใส่คลอรีนในน้ำประปา
กลิ่นคลอรีนในน้ำประปาเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัย ปราศจากเชื้อโรค การประปานครหลวง คงเหลือคลอรีนตกค้างไว้ใน ปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนด (ไม่น้อยกว่า 0.20 มิลลิกรัม/ลิตร) โดยสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม คลอรีนเป็นก๊าซ ระเหยเร็ว หากไม่ชอบกลิ่นคลอรีน เพียงรองน้ำ ประปาใส่ภาชนะที่สะอาด ปิดให้ดีอย่าให้สิ่งสกปรกตกลงไปได้ ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที คลอรีนก็จะระเหยไปเอง ทำให้น้ำประปาน่าดื่มยิ่งขึ้น หากต้องการนำ ไปต้มเพื่อชงชาหรือกาแฟ ให้อร่อย ก็ควรตั้งทิ้งไว้เช่นเดียวกัน เพื่อมิให้ มีกลิ่นคลอรีน หลงเหลืออยู่

ใช้น้ำให้ประหยัด

ผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมการใช้น้ำฟุ่มเฟือย ควรเปลี่ยนวิธีการใช้น้ำตามความ เคยชิน มาเป็นการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ไม่ปล่อย ให้น้ำไหลทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ จะเป็นการประหยัด ค่าน้ำได้มาก1. การใช้น้ำให้ประหยัดและถูกวิธี

(1) การอาบน้ำ
การใช้ฝักบัวจะสิ้นเปลืองน้ำน้อยที่สุด รูฝักบัว ยิ่งเล็ก ยิ่งประหยัดน้ำ ปิดฝักบัวในขณะที่ถูสบู่ จะใช้น้ำเพียง 30 ลิตร หากไม่ปิดจะใช้น้ำถึง 90 ลิตร และหากใช้อ่างอาบน้ำจะใช้น้ำถึง 110-3624 ลิตร
(2) การโกนหนวด
โกนหนวดแล้วใช้กระดาษเช็ดก่อน จึงใช้น้ำ จากแก้วมาล้างอีกครั้ง ล้างมีดโกนหนวดโดยการ จุ่มล้างในแก้ว จะประหยัดกว่าล้างโดยตรงจากก๊อก
(3) การแปรงฟัน
การใช้น้ำบ้วนปากและแปรงฟันโดยใช้แก้ว จะใช้น้ำเพียง 0.51 ลิตร การปล่อยให้น้ำไหล จากก๊อกตลอดการ แปรงฟัน จะใช้น้ำถึง 20-30 ลิตรต่อครั้ง
(4) การใช้ชักโครก
การใช้ชักโครกจะใช้น้ำถึง 8?12 ลิตร ต่อครั้ง เพื่อการประหยัด ควรใช้ถุงบรรจุน้ำมาใส่ในโถน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ โถส้วมแบบตักราดจะสิ้นเปลืองน้ำน้อยกว่าแบบชักโครกหลายเท่า หากใช้ชักโครก ควรติดตั้งโถปัสสาวะและโถส้วมแยกจากกัน
(5) การซักผ้า
ขณะทำการซักผ้าไม่ควรเปิดน้ำทิ้งไว้ตลอดเวลา จะเสียน้ำถึง 9 ลิตร/นาที ควรรวบรวมผ้าให้ได้ มากพอต่อการซักแต่ละครั้ง ทั้งการซักด้วยมือและเครื่องซักผ้า
(6) การล้างถ้วยชามภาชนะ
ใช้กระดาษเช็ดคราบสกปรก ออกก่อน แล้วล้างพร้อมกันในอ่างน้ำ จะประหยัดเวลาประหยัดน้ำ และให้ความสะอาดมากกว่าล้างจากก๊อกโดยตรง ซึ่งจะสิ้นเปลืองน้ำ 9 ลิตร/นาที
(7) การล้างผักผลไม้
ใช้ภาชนะรองน้ำเท่าที่จำเป็น ล้างผัก ผลไม้ ได้สะอาดและประหยัดกว่าเปิดล้างจากก๊อกโดยตรง ถ้าเป็น ภาชนะที่ยกย้ายได้ ยังนำน้ำไปรดต้นไม้ได้ด้วย
(8) การเช็ดพื้น
ควรใช้ภาชนะรองน้ำและซักล้างอุปกรณ์ใน ภาชนะก่อนที่จะนำไปเช็ดถู จะใช้น้ำน้อยกว่า การใช้สายยางฉีดล้างทำ ความสะอาดพื้นโดยตรง
(9) การรดน้ำต้นไม้
ควรใช้ฝักบัวรดน้ำต้นไม้แทนการใช้ สายยางต่อจากก๊อกน้ำโดยตรง หากเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง ก็ควรใช้ สปริงเกลอร์ หรือใช้น้ำที่เหลือจากกิจกรรมอื่นมารดต้นไม้ ก็จะช่วย ประหยัดน้ำลงได้
(10) การล้างรถ
ควรรองน้ำใส่ภาชนะ เช่น ถังน้ำ แล้วใช้ผ้าหรือ เครื่องมือล้างรถจุ่มน้ำลงในถัง เพื่อเช็ดทำความสะอาดแทนการ ใช้สายยางฉีดน้ำโดยตรง ซึ่งจะเสียน้ำเป็นปริมาณมากถึง 150-3624 ลิตร/ครั้ง หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการใช้น้ำที่ควรใช้จริง อย่างถูกวิธี ไม่เปิดน้ำทิ้งระหว่างการใช้น้ำหรือปล่อยให้น้ำล้น จะ สามารถลดการใช้น้ำได้ถึง 20-50 % ทีเดียว


ตรวจสอบการแตกรั่วของระบบประปาในอาคาร
การตรวจสอบการแตกรั่วของท่อและอุปกรณ์ประปาภายใน อาคารทำได้ดังนี้
(1) ปิดก๊อกน้ำทุกจุดในอาคาร สังเกตดูหน้าปัดมาตรวัดน้ำ หากมีการเคลื่อนไหวของตัวเลขแสดงว่ามีการแตกรั่วของท่อและอุปกรณ์ เกิดขึ้น(2) ตรวจดูก๊อกน้ำ ฝักบัว เครื่องซักผ้า ทุกตัว หากพบว่า เมื่อปิด สนิทไม่มีการใช้น้ำแต่ยังมีน้ำรั่วซึมออกมา ให้รีบทำการซ่อมแซมทันที

(3) ใส่สารย้อมผ้าลงในถังพักน้ำของโถชักโครก แล้วสังเกตดู หากมีน้ำสีย้อมผ้าไหลลงโถชักโครก แสดงว่ามีปัญหาการรั่วไหลของ ตัวปิด-เปิดน้ำชักโครก ควรรีบทำการซ่อมแซมทันที

(4) หากพบว่ามีน้ำเปียกนองอยู่ตลอดเวลาที่พื้นข้างอาคาร หรือมีน้ำผุดให้เห็น แสดงว่ามีการแตกรั่ว ของท่อประปาในบริเวณนั้น

ข้อแนะนำที่จะให้ผู้ใช้น้ำสามารถตรวจสอบการแตกรั่วของระบบ ประปาในอาคารได้โดยสะดวก และสามารถเห็นได้ง่ายยิ่งขึ้นหากมีการ รั่วไหล ก็คือ การวางท่อประปาและอุปกรณ์ประปาต่าง ๆ ไว้เหนือพื้นดิน ที่ไม่ให้น้ำท่วมถึงได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ของอาคารสถานที่นั้นด้วย เท่ากับเป็นการประหยัดเงิน ไม่ปล่อยให้รั่วไหลไปตามน้ำ

การสูญเสียน้ำจากการรั่วไหล

– ก๊อกน้ำมีน้ำหยดตลอดเวลา จะสูญเสียน้ำถึง 1,500 ลิตร (1.5 ลูกบาศก์เมตร) ต่อเดือน
– ก๊อกน้ำที่ปิดไม่สนิท น้ำรั่วไหลเป็นสาย จะสูญเสียน้ำไม่น้อย กว่า 10 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน
– ชักโครกที่ลูกลอยปิดไม่สนิท มีน้ำไหลลงโถส้วมตลอดเวลา จะสูญเสียน้ำกว่า 30 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน

การรั่วไหลที่อาจจะดูเล็กน้อย แต่เป็นการไหลของน้ำที่ต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อคิดเป็นปริมาณ น้ำต่อเดือนอาจจะสูงกว่า ปริมาณน้ำใช้ปกติ จากการสำรวจการใช้น้ำในอาคารบ้านเรือน พบว่าน้ำที่รั่วไหล โดยมิได้ใช้ประโยชน์โดยเฉลี่ยสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หากช่วยกันสังเกต ดูแล และแก้ไข ก็จะประหยัด ทั้งเงินค่าน้ำ และทรัพยากรน้ำ

การป้องกันน้ำเสีย

น้ำสะอาดตามปกติ จะมีปริมาณออกซิเจนละลายอยู่ในน้ำปริมาณหรือค่า DO(DISSOLVED OXYGEN) ปริมาณ 7-8 มิลลิกรัมต่อลิตร ถ้ามีมากกว่านี้ก็จะซึมไปในบรรยากาศ ถ้ามีน้อยกว่านี้ ออกซิเจน ในบรรยากาศก็จะซึมเข้าไปในน้ำ ทั้งนี้การจะซึมเข้าไปได้เร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับการกกระเพื่อมของผิวน้ำ ออกซิเจนในน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ปลาหรือสัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้ ต้นน้ำลำธารของประเทศไทยนั้น น้ำยังคงใสสะอาด แต่เมื่อไหลผ่านแหล่งชุมชนก็จะเสื่อมโทรมเพิ่มมากขึ้น เพราะชุมชนเหล่านั้นได้เพิ่มปริมาณความสกปรกเข้าสู่แหล่งน้ำนั่นเอง ท่านก็เป็นคนหนึ่งใช่หรือไม่ที่อยากเห็นแม่น้ำลำคลองของไทยใสสะอาด

 

น้ำเน่า

สารอินทรีย์ต่างๆ ที่ย่อยสลายได้เมื่อถูกทิ้งลงไปในแหล่งน้ำ จะถูกจุลินทรีย์ในน้ำย่อยสลาย ในกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์นั้นจะต้องใช้ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ หากมีสารอินทรีย์มากก็จะใช้ออกซิเจนทำการย่อยสลายมาก ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงเรื่อยๆ และจะทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำเช่น ปลา กุ้ง หรือสัตว์น้ำบางชนิดไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ยิ่งเมื่อออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำหมดไป แต่ยังมีสารอินทรีย์เหลืออยู่ จุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายเข้ามาทำหน้าที่แทนซึ่งจะทำให้เกิดก๊สซมีเทน ก๊าซไฮโดนเจนซัลไฟล์ หรือก๊าซไข่เน่าที่มีกลิ่นเหม็นและทำให้น้ำมีสีดำสกปรก ต่อไปท่านคงไม่ทิ้งสิ่งของต่างๆ ลงไปในแหล่งน้ำอีกแล้วนะ

 

สารพิษในน้ำ

 น้ำเน่าที่เราเห็นตามปกตินั้น นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในน้ำนั้น แล้วยังทำให้น่าขยะแขยงไม่น่าดู แต่น้ำบางแห่งอาจจะดูไม่เน่าเหม็น ก็อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำและสิ่งมีชีวิตโดยรอบรวมทั้งคนเราได้เหมือนกัน ซึ่งก็คือน้ำที่มีสารพิษเจือปน เช่น สารปรอท สารตะกั่ว หรือแคตเมี่ยมโดยสารพิษพวกนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการแอบปล่อยออกจากโรงงานทั้งเล็กและใหญ่ นอกจากนั้นน้ำจากไร่นาที่ระบายลงสู่แม่น้ำลำคลอง ก็ยังจะพาเอาสารเคมีที่ใช้ในไร่นาเหล่านั้นลงมาพร้อมกันด้วย ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำในบริเวณนั้นและ ต่อคนที่นำน้ำไปใช้อีกด้วย อย่างนี้เรียกว่าเกิดมลพิษทางน้ำขึ้นแล้ว เราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เห็นใครแอบปล่อยต้องรีบแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว

 

ของเสียที่ทำให้เกิดมลพิษทางน้ำ

สารอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้ เช่น น้ำแกง น้ำล้างในครัว น้ำเชื่อม ปัสสวะ อุจจาระ เป็นต้น
สารอินทรีย์ที่ไม่ละลายในน้ำ เช่น กระดาษ เศษเนื้อ เศษผัก ใบตอง เป็นต้น
สารอินทรีย์ที่ละลายในน้ำได้ เช่น สารปรอท ตะกั่ว สังกะสี แคตเมี่ยม สารเคมีจากอุตสาหกรรมต่างๆ
สารอินทรีย์ที่ไม่ละลายน้ำ เช่น ท่อนเหล็ก ท่อนไม้ ตะกรัน โลหะและของแข็งชนิดต่างๆแล้วจะมีคนสงสารแม่น้ำบ้างไหมเนี่ย…เข้ามาทำงานในเมืองเพื่อความอยู่รอด

 

น้ำเสียจากชุมชน

 น้ำเสียที่ระบายลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาตินั้น โดยทั่วไปน้ำเสียจากชุมชนมีปริมาณที่สุด
ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบ้านเรือน โรงแรม โรงพยาบาล คอนโดมิเนียม ร้านอาหารและตลาดเป็นต้น ส่วนใหญ่มักเป็นสารอินทรีย์และสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น น้ำจากส้วม น้ำจากครัวและ
ไขมันต่างๆ นอกจากนั้นน้ำเสียจากโรงพยาบาลที่ไมีมการบำบัดก่อนปล่อยทั้งก็จะมีเชื้อโรคและพยาธิปะปนอยู่ด้วย เนื่องจากการขับถ่ายของผู้ป่วยหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย

 

น้ำเสียจากอุตสาหกรรม

 น้ำทิ้งจากการอุตสาหกรรมนั้นมาจากขบวนการต่างๆ ในโรงงาน เช่น ขบวนการผลิตโดยตรง จากขบวนการล้างต่างๆ หรือจาการหล่อเย็นซึ่งแต่ละโรงงานจะมีชนิดและปริมาณแตกต่างกันออกไปเช่น อุตสาหกรรมทางการเกษตร เช่น โรงงานแปรรูปผลผลิตารเกษตรน้ำทิ้งจะเป็นประเภทมีสารอินทรีย์มากความสกปรกสูงทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง อุตสาหกรรมโลหะต่างๆ จะมีสารพิษจำพวกโลหะหนักปะปนออกมา อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ เช่น การผลิตยา ปุ๋ย กระดาษ สีเป็นต้น จะมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูง อาจมีสารพิษปะปนมา บางชนิดทำให้สี รส หรือกลิ่นของน้ำเปลี่ยนแปลงไป อุตสาหกรรมสิ่งทอ ส่วนใหญ่เกิดจากการฟอกย้อมสี ซึ่งมีการใช้สารเคมีทำให้น้ำเน่าเปลี่ยนสีเป็นการ่ำลายสภาพแหล่งน้ำและอาจมีโลหะหนักปะปนมาก

 

น้ำเสียจากเกษตรกรรม

 น้ำเสียจากการเพาะปลูก จะประอบด้วยปุ๋ยส่วนมาก เมื่อไหลลงสู่แแหล่งน้ำจะทำให้พืชที่ขึ้นในน้ำนั้น เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น สาหร่ายต่างๆ และผักตบชวา นอกจากสารเคมีที่ใช้กำจัดศัตรูพืชที่เข้มข้น อาจทำให้สัตว์น้ำต่างๆ ตายและสูญพันธ์ได้
น้ำเสียจากกิจกรรมปศุสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟาร์มสุกร ซึ่งมีมูลสัตว์ เศษอาหารและน้ำล้างคอกจะมีค่าความสกปรกสูงและมีปริมาณมาก
น้ำเสียจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งมักนิยมทำให้ใกล้ๆ แหล่งน้ำและระบายอินทรียพ์วัตถุที่เกิดจากอาหารที่ใช้เลี้ยง และของเสียที่สัตว์ถ่ายออกมาก็จะทำให้ ค่าออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงเรื่อยๆ ถ้าไม่เร่งให้มีการผลิตมากๆ และลดการใช้สารเคมีทั้งหลายจริง ก็จะเป็นการช่วยรักษา แหล่งน้ำให้มีคุณภาพดีต่อไปนานๆ

 

 

การรักษาแหล่งน้ำโดยใช้ถังดักไขมันประจำบ้านและร้านอาหาร

 คราบไขมันจากการทำอาหารต่างๆ คือ ตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวน้ำถูกบดบังและทำให้อากาศ ไม่สามารถซึมผ่านลงไปในน้ำได้ เมื่อในน้ำขาดออกซิเจนแหล่งน้ำนั้นก็จะเน่าเสีย บ่อดักไขมันเป็นเครื่องมือการบำบัดขั้นต้น โดยนำน้ำที่ใช้แล้วจากครัวจะไหลผ่านตะแกรงดักเศษอาหารต่างๆ ออกก่อนแล้วผ่านเข้าไปในบ่อดักไขมัน ซึ่งเมื่อทิ้งไว้ในระยะหนึ่ง ไขมันจะลอยตัวขึ้นมาสะสมกันบนผิวน้ำแล้วจึงตักออกไปกำจัดโดยทิ้งในรถเก็บขยะหรือนำไปฝังดินหรือไปทำปุ๋ยได้

 

การรักษาแหล่งน้ำโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป

 การใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาเกินความจำเป็นของต้นไม้มีเพาะปลูก จะทำให้ปุ๋ยส่วนเกินไหลลงสู่แหล่งน้ำทำให้น้ำ มีแร่ธาตุมากเกินไป พืชน้ำทั้งเล็กและใหญ่จะแพร่พันธุ์และเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เช่น แพลงด์ตอนในน้ำ จอก แหน และผักตบชวา ซึ่งจะมีผลต่อการแย่งใช้ออกซิเจนระหว่างพืชกับสัตว์น้ำ